...ทำไมต้อง....ส่งลูกเข้าร่วมค่ายอบรม ช่วงปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงกำลังมองหากิจกรรมสร้างสรรค์ แคมป์ฤดูร้อน หรือค่ายปิดเทอมต่างๆ เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเกิดการเรียนรู้ในทักษะด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น เมื่อช่วงปิดเทอมของน้องๆ หนูๆ มาถึง นอกจากจะต้องเตรียมตัวไปเรียนพิเศษกับสถาบันติวเตอร์ชั้นนำต่างๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงกำลังมองหากิจกรรมสร้างสรรค์ แคมป์ฤดูร้อน หรือค่ายปิดเทอมต่างๆ เพื่อให้ลูกได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเกิดการเรียนรู้ในทักษะด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องหมดเวลาไปกับการนั่งเล่นวิดีโอเกม หรือโทรศัพท์ตลอดทั้งวันอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีกิจกรรม และค่ายปิดเทอมที่มาพร้อมกับตัวเลือกมากมายหลายรูปแบบให้เด็กๆ ได้เลือกทำกันตามความชอบได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าร่วมค่ายวิทยาศาสตร์ กิจกรรมผจญภัย กิจกรรมจิตอาสา และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนมีแต่เหตุผลดีๆ ในการเข้าร่วม จะมีอะไรบ้างคุณพ่อคุณแม่ตามเราไปดูกันได้เลย 3 เหตุผลดีๆ ที่ลูกของคุณควรเข้าร่วมค่ายปิดเทอม เพิ่มศักยภาพตนเองในด้านต่างๆ การเข้าร่วมค่ายปิดเทอมที่ตรงตามความต้องการของเด็กสามารถเพิ่มศักยภาพของน้องๆ ในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะน้องๆ เหล่านี้จะมีโอกาสได้สร้างประสบการณ์ และบทเรียนที่แปลกใหม่จากการเรียนรู้นอกสถานที่ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งยังได้ฝึกกระบวนการคิดและอารมณ์ที่เหมาะสมให้ดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเด็กบางคนอาจมีความกลัวที่จะริเริ่มในการทำสิ่งใหม่ๆ ที่ตนอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่การเข้าร่วมค่ายปิดเทอมในรูปแบบต่างๆ จะทำให้น้องๆ เติบโต และก้าวออกจากความกลัวนั้นได้โดยการรับกำลังใจจากเพื่อนๆ และผู้ปกครองนั่นเอง 3 เหตุผลดีๆ ที่ลูกของคุณควรเข้าร่วมค่ายปิดเทอม เรียนรู้ทักษะในการสื่อสาร คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในระหว่างการเข้าร่วมค่ายปิดเทอม และทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้น้องๆ สามารถเรียนรู้ทักษะในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการติดต่อสื่อสารระหว่างกันเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าค่ายปิดเทอมต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นมักจะสอดแทรกกิจกรรมที่ให้เด็กมีโอกาสสื่อสารกับคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น เพราะการที่เด็กสามารถสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว และตอบสนองต่อการสื่อสารได้เป็นอย่างดี มักเกิดจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเสียงและภาษา ทำให้การทำงานของสมองมีความซับซ้อน และส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง ปลูกฝังภาวะผู้นำ อีกหนึ่งเหตุผลดีๆ สำหรับการเข้าร่วมค่ายปิดเทอม ก็คือ การปลูกฝังภาวะผู้นำ เนื่องจากเด็กสมัยนี้ไม่กล้าที่จะคิด และไม่กล้าแสดงออกความคิดเห็นต่างๆ ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกฝนบทบาทการเป็นผู้นำที่ดีผ่านประสบการณ์จริง หรือ การทำกิจกรรมต่างๆ โดยการเป็นหัวหน้าทีม เพื่อที่จะแสดงศักยภาพในการวางแผน การแก้ไขปัญหาต่างๆ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะภาวะการเป็นผู้นำถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เด็กควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เล็ก และนี่ก็เป็น 3 เหตุผลดีๆ ว่าทำไมลูกของคุณควรเข้าร่วมค่ายปิดเทอมเพื่อทำกิจกรรมในการเสริมทักษะในด้านต่างๆ เพราะนอกจากเด็กจะสามารถเพิ่มศักยภาพให้แก่ตนเอง เรียนรู้การสื่อสารที่ดี และ ฝึกฝนการเป็นผู้นำแล้ว เด็กยังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และรู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอีกเช่นกัน https://www.winnews.tv/news/26404 ติดตาม # winnews.tv_#ข่าวดี ๆ #มีสาระ #มีประโยชน์ Instagram :winnews.tv_ Facebook :winnews.tv Twitter:winnews.tv LINE @ : http://line.me/ti/p/%40winnews และคลิกที่ Home ครับ

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1156636032305042474

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon