รัฐบาลเวียดนาม และชาวเวียดนามจะหันมาพัฒนาประเทศทั้งวัตถุและจิตใจให้เจริญไปด้วยกัน โดยใช้สติ...สมาธิเป็นฐาน พัฒนาประเทศ'มั่นคง ยั่งยืน' ผอ.วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ'มจร' เผยเวียดนามมุ่งใช้สติสมาธิเป็นฐาน พัฒนาสังคมเศรษฐิจ'มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน' วันที่ 30 กรกฏาคม 2562 ที่วัดบ่าว ทั่ง เมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า ได้รับนิมนต์จากภิกษุณีหั่น เจิง เจ้าอาวาส อายุ 81 ปี บรรยายธรรมโปรดภิกษุณีและฆราวาสญาติโยมที่มาร่วมรับฟังกว่า 200 รูป/คน ที่ศาลาปฏิบัติธรรมของวัด ก่อนที่จะเตรียมตัวออกพรรษาตามแนวทางของพระพุทธศาสนามหายาน พระภิกษุและภิกษุณีในเวียดนามได้เข้าพรรษา 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ตามวิถีปฏิบัตินั้นภิกษุณีทั้งฮอยอันจะมาเข้าพรรษา ณ วัดแห่งนี้ หลังจากออกพรรษาจึงจะแยกย้ายกลับไปปฏิบัติศาสนกิจตามพื้นที่ต่างๆ โดยวัดแห่งนี้มีภิกษุณี 2 รูป จาก 30 กว่ารูปที่เดินทางไปศึกษาที่วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาจุฬาฯ ตลอด 3 เดือนของการเข้าพรรษานั้น ภิกษุณี ณ วัดแห่งนี้ มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติตัวและดำรงตนอยู่วิถีแห่งสติ และสมาธิอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสวดมนต์ไหว้พระ และบำเพ็ญสติสมาธิภาวนา ตั้งแต่ 3 นาฬิกา รวมไปถึงการฟังการบรรยายเพื่อพัฒนาปัญญาจากพระมหาเถระที่เวียนมาแสดงธรรม และพาปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มพลังจิตให้มีสติ สมาธิ และปัญญา จากการเดินทางมาเวียดนามในหลายโอกาส ทำให้พบว่า แม้ประเทศเวียดนามจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แต่รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติศาสนกิจอย่างมีเสรีภาพ และนับวันจะสนับสนุนและให้ความสำคัญพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเวียดนาม ดังจะเห็นจากการจัดงานวิสาขบูชาโลกใน 3 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการพัฒนาถนนสายจิตวิญญาณ (Spiritual Road) ครอบคลุม 5 จังหวัดโดยเริ่มจากฮานอยไปฮานัมจนไปจบที่ไบดิง วิถีชีวิตของชาวเวียดนามในยุคปัจจุบันจึงมีสองภาพเคียงคู่กัน กล่าวคือ ภาพแห่งการใฝ่การศึกษา ขยันทำมาหากิน สู้ชีวิตพัฒนาเศรษฐกิจ จนทำให้จีดีพีเติบโตแซงหน้าประเทศไทยมากว่า 10 ปี และอีกภาพหนึ่งคือ จำนวนของพุทธศาสนิกชน กลุ่มคนที่บวชเป็นภิกษุณี รวมไปถึงคนที่มุ่งมั่นตั้งใจไฝ่ในการปฏิบัติธรรมตามเทศกาล และตามวัดวาอารามต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นภาพของผู้นำทางการเมืองของประเทศโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและเหล่ารัฐมนตรี มองเห็นโอกาสดังกล่าวจึงได้กระตุ้นให้สังคมกลับไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สร้างเวียดนามมา จึงได้ทุ่มสรรพกำลังจัดงานวิสาขบูชาโลก จัดแผนที่การท่องเที่ยวเชิงพุทธ และสนับสนุนให้ตั้งสถาบันตรัน ฮัง ตง โดยใช้ชื่อกษัตริย์ที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาแล้วเปิดปริญญาโท และเอก สาขาพุทธศาสนาในสถาบันแห่งนี้ อีกทั้งเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่เปี่ยมด้วยธรรมาภิบาล เมื่อใจรักษากาย และกายรักษาใจ จึงเป็นห่วงโซ่แห่งการปฏิสัมพันธ์พัฒนาคู่ขนานกันอย่างแยกไม่ออก แม้จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก แต่จิตใจก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ โดยมีสติสมาธิ และปัญญาหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื่นด้วยพลังแห่งความสุขอยู่ตลอดเวลา จะเห็นว่า เศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา เทคโนโลยี และสังคม จึงมีจุดเริ่มที่แดนกลาง นั่นคือ #มนุษย์ สังคมที่เคยฆ่ากันด้วยเหตุแห่งสงครามและความรุนแรง จึงมองเห็นคุณค่าของสันติสุขเสมอ สันติสุขที่มีสติ และสมาธิเป็นฐาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มจร กล่าวและว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและตื่นเต้น หากรัฐบาล และชาวเวียดนามจะหันมาพัฒนาประเทศทั้งวัตถุและจิตใจให้เจริญไปด้วยกัน สอดรับกับทิศทางของยูเอ็นที่เน้นเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนว Sustainable Development Goals หรือ SDGs ทั้งหมดจึงเป็นการเดินตามแผนที่ที่โฮจิมินท์ ได้วางไว้ว่า ปลูกต้นไม้ 10 ได้ร่มเงา ปลูกคน 100 ปี ได้อาศัย https://siampongsnews.blogspot.com/2019/ ติดตาม # winnews.tv_#ข่าวดี ๆ #มีสาระ #มีประโยชน์ Instagram :winnews.tv_ Facebook :winnews.tv Twitter:winnews.tv LINE @ : http://line.me/ti/p/%40winnews และคลิกที่ Home ครับ

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1156462861505048724

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon