ผลต่างของการ อนุโมทนาบุญ-อนุโมทนาบาป ผลต่างของการอนุโมทนา คำถาม : ผลต่างระหว่างคนที่ชอบอนุโมทนาบุญกับคนที่ชอบอนุโมทนาบาป จะได้รับผลที่แตกต่างกันอย่างไร ? หลวงพ่อตอบ : ต่างกันมาก สมมุตินาย ก. มีลักษณะนิสัยชอบอนุโมทนาบุญ เวลาเห็นคนเขาทำความดี แกชอบเข้าไปพูดแสดงความชื่นชม ไปอนุโมทนาบุญด้วย เห็นคนกำลังตักบาตร แกก็ว่า “ สาธุ ...ดีแล้ว ขออนุโมทนาบุญด้วย “ พอรู้ว่าใครเขารักษาศีล ก็รีบเข้าไปให้กำลังใจ เห็นคนไปวัดไปฟังเทศน์ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าไปหา “ ดีจังเลย ว่างๆ ฉันจะไปด้วย “ นาย ก. มีนิสัยอย่างนี้ ชอบทำอย่างนี้เป็นปกติ ส่วนนาย ข. ไม่เป็นอย่างนั้น เวลาเห็นใครทำความดี แกทำรู้ไม่ชี้ ทำเฉยเสีย แต่พอเห็นใครทำบาป แกกลับไปแสดงอาการชื่นชม “ แหม... อย่างนี้ซิถึงจะสะใจ ใจถึงดีเหลือเกนลูกพี่ “ นี่คือการอนุโมทนาบาป นาย ค. กลับเป็นอีกอย่าง เวลาเห็นใครทำบุญ ก็ไม่ว่าอะไร “เอ็งจะทำก็ทำ ข้าไม่เกี่ยว ข้าเฉยๆ “ พอเห็นใครทำบาป “เอ็งจะทำก็ทำ ข้าไม่เกี่ยว “ วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่นอนกลิ้ง ผลต่างของการ อนุโมทนาบุญ-อนุโมทนาบาป สมมุติว่าคน 3 คน เกิดไปทำความผิดเหมือนกันอย่างหนึ่ง เช่น ไปกางเต็นท์ขายของทับที่คนอื่น พอรู้ตัวว่าผิด ก็รีบไปขอโทษ ก็ไปเหมือนๆ กันนี่แหละ แต่ผลออกมาไม่เหมือนกันหรอกนะ นาย ก. ซึ่งคุ้นกับการอนุโมทนาบุญ ใครๆก็รู้ว่าเขาเป็นคนมีนิสัยอย่างไร พอไปทำผิดเข้า แกรีบมายกมือไหว้เลย “ขอโทษเถอะ ไม่รู้จริงๆ” เจ้าของที่เขาก็บอกไม่เป็นไร ทีหลังระวังหน่อย อย่าทำอีก ก็จบเรื่องกันไปสำหรับนาย ก. ส่วนนาย ค. เมื่อทำผิดก็ไปขอโทษ “แหม...ผมไม่รู้จริงๆถึงได้ไปทำผิดเข้า” เจ้าของที่หันมาจ้องตา “ไม่รู้หรือแกล้ง ?” เสียงชักจะเอาเรื่องเหมือนกัน แต่เรื่องก็จบแค่นั้น พอถึงคราว นาย ข. นักอนุโมทนาบาป พอรู้ตัวว่าผิด ก็ไปขอโทษ “ผมไม่รู้จริงๆ เลย ลูกพี่” พูดไม่ทันขาดคำ เขาตวาดใส่ทันที “หนอยแน่ะ ไอ้ตัวดี” ตวาดไม่ตวาดเปล่า แถมกำปั้นยันเปรี้ยงเข้าให้ เพราะความที่นาย ข. อนุโมทนาบาปไว้มาก ผลมันจึงออกมาในรูปนี้ นี่เป็นส่วนหยาบๆ ที่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้าเป็นส่วนละเอียด กล่าวถึงสภาพของใจ ก็อธิบายว่า ถ้าใจของเราแต่เดิมใสเหมือนพลาสติก ทันทีที่อนุโมทนาบุญ ใจจะใสขึ้น ใสเหมือนกระจกเลย ถ้าเดิมใจใสเหมือนกระจก พออนุโมทนาบุญเสร็จ ใจจะยิ่งใสขึ้น ใสเป็นเพชรเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าอนุโมทนาบาป จากเดิมที่ใจใสเหมือนพลาสติก พอไปอนุโมทนาบาปเข้า “เออ...ดี สมน้ำหน้ามัน” คิดเสร็จ ใจก็ขุ่น หมองคล้ำลงไปทันทีเลย จากเดิมเป็นพลาสติก ก็กลายเป็นพลาสติกเก่าๆ ที่อยู่ในกองขยะ นึกออกไหม ถ้าเดิมใจใสเป็นเพชร พออนุโมทนาบาปปั๊บ ใจก็ขุ่นหมอง คร่ำคร่าเหมือนกับพลาสติกที่เขาโละทิ้ง เพราะฉะนั้นการอนุโมทนาบาปไม่ดี อย่าทำ ถ้าอนุโมทนาบุญละก็ดี ทำไปเลยลูกเอ๊ย ถ้าเราเป็นคนที่ชอบอนุโมทนาบุญ เราจะได้อานิสงส์ติดตัวทันที คือ ถึงคราวจะทำความดีอะไรก็ตาม ทันทีที่ประกาศตูมออกไปว่าจะทำโน่นทำนี่ จะมีคนเชียร์ลั่นเลย ทีนี้ถ้าเราชอบอนุโมทนาบาป ผลที่จะตามติดตัว คือถึงคราวเราจะทำความดีเรื่องอะไร มักจะมีคนขัดขวางเรื่อยไป แต่พอเริ่มจะทำความชั่ว คนชั่วมันรีบเชียร์ส่ง “เอาเลยลูกพี่” พอได้ลูกยุเข้าหน่อย คราวนี้แหละได้เป็นไอ้ชั่วหัวดำดินเลยละ เพราะไม่มีใครห้าม ไม่มีใครขัดขวางแล้ว. .............. ที่มา : หลวงพ่อตอบปัญหา https://www.winnews.tv/news/26355 ติดตาม # winnews.tv_#ข่าวดี ๆ #มีสาระ #มีประโยชน์ Instagram :winnews.tv_ Facebook :winnews.tv Twitter:winnews.tv LINE @ : http://line.me/ti/p/%40winnews และคลิกที่ Home ครับ

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1156454422305043243

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon