‼️วันพรุ่งนี้‼️ 🔮เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ร่วมเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ ทอดผ้าป่าสามัคคี สถาปนา 🌕 อาคารพระผู้ปราบมาร 🌕 สองพี่น้อง “ยกโครงเหล็กหลังคามงคล เพื่อความสำเร็จ รวยอัศจรรย์ตลอดกาล” ...เพื่อสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ ห้องปฏิบัติธรรม รองรับพระภิกษุได้ 40 รูป 📌ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี “โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ” บุคคลใดให้ที่พักอาศัย บุคคลนั้นชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง #พุทธพจน์ ⭕️สอบถามรายละเอียดได้ที่ 083-540-6608, 088-088-2518 Line ID : saow488, psmitra เสา C15 สภาธรรมกายสากล ⭕️กำหนดการ “ทอดผ้าป่าสามัคคี” 🔆พิธีภาคเช้า 📌ณ อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี 09.30 น. ปฏิบัติธรรม 10.30 น. พิธีถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน 11.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน 🔆พิธีภาคบ่าย 📌ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี 12.30 น. เข้าสู่ลานบุญพื้นที่ก่อสร้าง อาคารพระผู้ปราบมาร 13.00 น. พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี 13.30 น. พิธียกโครงหลังคาเหล็กรวยอัศจรรย์ อาคารพระผู้ปราบมาร 15.00 น. เสร็จพิธี สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้. #พุทธพจน์ 🌟🌟🌟🌟🌟🌟 🌟ผู้ให้ “ที่พักอาศัย” ชื่อว่าให้ทุกสิ่ง🌟 “บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้พร่ำสอนธรรม ชื่อว่าให้อมฤตธรรม ...เมื่อกวาดสายตามอง พุทธพจน์ นี้แล้ว ก็สะดุดใจตรงคำว่า “ให้ทุกสิ่ง” ...ในขณะเดียวกันก็รู้สึก ดีมาก ๆ ถ้าชีวิตนี้จะมีโอกาสเป็นผู้ให้ทุกสิ่ง ...แต่ก่อนอื่นก็ยังอยากทำความเข้าใจกับคำว่า “ให้ทุกสิ่ง” ให้มากกว่านี้ ...จึงไปสอบถามผู้รู้ ซึ่งท่านก็อธิบายให้ฟังว่า...ให้ทุกสิ่งก็คือให้ทั้ง ๔ ประการข้างต้นตาม พุทธพจน์ ...คือให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ความสุข และให้จักษุ... ทั้งนี้เพราะที่พักอาศัยเป็นสถานที่ที่ช่วยให้มนุษย์เราสามารถทำกิจวัตรประจำวันทุกประการได้อย่างเป็นปกติสุข รวมทั้งช่วยป้องกันความทุกข์ อันตราย และโรคภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากความร้อน ความหนาว ลม แดด ฝน สัตว์ร้าย แมลง ...นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันภัยจาก พวกมิจฉาทิฐิได้อีกด้วย ...กุศลผลบุญจากการให้ทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ผู้มีศีลมีธรรม จึงส่งผลให้ชีวิตของผู้ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างอัศจรรย์ ...จากคนยากจนก็กลายเป็นมหาเศรษฐีได้ ...จากสามัญชนก็กลายเป็นพระราชามหากษัตริย์ได้ ...จากปุถุชนคนธรรมดาก็หมดกิเลส อาสวะกลายเป็นพระอริยเจ้าได้ ...ดังเรื่องราวของพระเจ้ามหากัปปินะ ผู้เคยสร้างวิหาร (ที่พักของพระภิกษุ) ถวายแด่คณะสงฆ์ ในอดีตชาติ ...ในสมัยของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชามหากัปปินะเกิดเป็นหัวหน้าช่างหูก อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี วันหนึ่ง หัวหน้าช่างหูกได้ยินเสียงป่าวประกาศให้ไปฟังธรรม เขาจึงชักชวนภรรยาและเพื่อนบ้านเดินทางไปฟังธรรม ที่วัด แต่ยังไปไม่ทันถึงสถานที่แสดงธรรมก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก บรรดาผู้ไปฟังธรรมต่างพากันเข้าไปขอหลบฝนในกุฏิของพระภิกษุสามเณรที่ คุ้นเคย ...แต่หัวหน้าช่างหูกและเพื่อนบ้านไม่กล้าเข้าไปหลบฝนในกุฏิหรือศาลาหลังไหน เพราะไม่รู้จักพระภิกษุสามเณรรูปใดเลย และไม่เคยสร้างศาลาหรือวิหารใด ๆ ไว้ในพระศาสนา จึงได้แต่ยืนกางร่มอยู่กลางแจ้งด้วยความเก้อเขิน และโดนฝนสาดเปียกปอนไปตาม ๆ กัน ...หัวหน้าช่างหูกเป็นคนมีปัญญาสอนตัวเองได้ เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เขาก็รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาต้องมายืนตากฝนอยู่ท่ามกลางวัดเช่นนี้ ...เขาจึงกล่าวกับเพื่อนบ้านว่า “ที่เราต้องมายืนตากฝนอยู่อย่างนี้ เพราะเราไม่เคยทำบุญสร้างกุฏิ ศาลา หรือวิหารถวายวัดเลย เราควรร่วมมือร่วมใจกันสร้างวิหารหลังใหญ่สักหลังหนึ่ง จะได้อาศัยร่มเงาในบวรพระพุทธศาสนาเพื่อสร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย เกิดกี่ภพกี่ชาติจะได้มีที่อยู่อาศัย มีเสนาสนะไว้สำหรับประพฤติธรรมอย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องมายืนเปียกฝน เช่นนี้อีกต่อไป” ...หัวหน้าช่างหูก เพื่อน ๆ และทุกคนในครอบครัว จึงร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างมหาวิหารหลังใหญ่ มีเรือนยอดพันหลังเป็นบริวาร ไว้ในวัดนั้น เพื่อเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา โดยหัวหน้าช่างหูกบริจาค ๑,๐๐๐ กหาปณะ เพื่อน ๆ บริจาคคนละ ๕๐๐ กหาปณะ ผู้หญิงบริจาคคนละ ๒๕๐ กหาปณะ ...แต่ปรากฏว่าทรัพย์ไม่เพียงพอ ในการก่อสร้าง เพราะเป็นงานใหญ่มาก ...หัวหน้าช่างหูกและเพื่อน ๆ จึงทุ่มบริจาคเงินเพิ่มขึ้นจนกระทั่งการก่อสร้างสำเร็จตามประสงค์ ...เมื่อสร้างเสร็จก็ฉลองด้วยการถวายมหาทานแด่คณะพระภิกษุ ที่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอด ๗ วัน พร้อมทั้งถวายจีวรแด่พระภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป ...ฝ่ายภรรยาของหัวหน้าช่างหูก นอกจากจะทำบุญทุกอย่างเหมือนคนอื่น ๆ แล้ว ยังตั้งใจจะถวายทานที่พิเศษกว่าใคร ๆ ด้วยความคิดว่า “เราจะบูชาพระศาสดาให้ยิ่งกว่าคนอื่น” ...นางจึงถวายผอบดอกอังกาบกับผ้าสาฎกที่มีสีเหลืองเหมือนดอกอังกาบแด่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ...แล้วตั้งความปรารถนาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอสรีระของหม่อมฉันจงมีสีดุจดอกอังกาบนี้ และขอให้หม่อมฉันจงมีนามว่าอโนชาด้วยเถิด” พระบรมศาสดา ทรงอนุโมทนาว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด” ...นับจากนั้น หัวหน้าช่างหูกและเพื่อน ๆ ก็หาโอกาสสั่งสมบุญเรื่อยมา ...เมื่อละโลกไปแล้ว ด้วยอานิสงส์ที่ถวายวิหารในครั้งนั้น ทำให้พวกเขาได้ไปเสวยทิพยสมบัติในสวรรค์เป็นเวลานานถึงหนึ่งพุทธันดร ...เมื่อจุติจากอัตภาพนั้น ด้วยอานุภาพบุญเขาได้มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ในกุกกุฏวดีนคร ...เมื่อเจริญวัยแล้วได้เป็นพระราชา มีพระนามว่า “พระเจ้ามหากัปปินะ” มีมเหสีคู่บุญที่มีผิวพรรณเหมือนดอกอังกาบ มีพระนามว่า “อโนชา” ส่วนผู้ที่เคยร่วมบุญสร้างวิหารด้วยกันก็มาเกิดเป็นข้าราชบริพาร ...วันหนึ่ง พระราชากัปปินะได้ยินถ้อยคำอันเป็นสิริมงคลจากพ่อค้าที่เดินทางมาจากนครสาวัตถีว่า “พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว” ก็เกิดมหาปีติซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย พระราชารวมทั้งอำมาตย์อีกหนึ่งพันต่างพร้อมใจกันเดินทางไปเข้าเฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทันที เพื่อบวชอุทิศแด่พระศาสดา ...เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว พระราชาและข้าราชบริพารได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดา ทรงเห็นว่า “บุคคลเหล่านี้ เคยถวายจีวรพันผืนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าพันองค์ และในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้ถวายจีวร ๒๐,๐๐๐ ผืน แด่พระภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป จึงประทานการบวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยการเหยียดพระหัตถ์ขวาแล้วตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ...และต่อมาเมื่อได้ฟังธรรมครั้งที่ ๒ พระมหากัปปินะ และพระภิกษุที่เคยเป็นข้าราชบริพารได้บรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ...ส่วนพระนางอโนชา เมื่อทรงทราบว่า พระราชาเสด็จออกบวช ก็ทรงปรารถนาที่จะบวชเช่นกัน จึงเดินทางไปเฝ้า พระบรมศาสดา ...แล้วทูลขอบวชเป็นภิกษุณี และต่อมาได้บรรลุ อรหัตผล หลุดพ้นจากการร้อยรัดของกิเลสอาสวะที่ก่อให้เกิดทุกข์ทั้งปวง ...อานิสงส์ของการถวาย วิหารทาน ทำให้ ผู้ถวายสมบูรณ์พร้อมในทุกสิ่งได้จริง ๆ ตามเรื่องราวในพระไตรปิฎกข้างต้น คือ...ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ 😊ขอขอบคุณ ข้อมูลธรรมะ จาก... http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=1730 ‼️ร่วมเป็นบุคคลประวัติศาสตร์...ทอดผ้าป่าสามัคคี “สถาปนาอาคารพระผู้ปราบมาร” ...เพื่อสร้างกุฎิที่พักสงฆ์รองรับพระภิกษุได้ 40 รูป‼️ 🌟🌟🌟พิธีทอดผ้าป่าสร้างกุฏิที่พักสงฆ์มีทุกเดือน (จนกว่าจะแล้วเสร็จ)🌟🌟🌟 ...ตั้งใจจะให้เสร็จทันต้อนรับคณะสงฆ์ (ช่วงธรรมยาตรา 2563) “โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ” บุคคลใดให้ที่พักอาศัย บุคคลนั้นชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง #พุทธพจน์

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1156415031405046738

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon