เมื่อนักศึกษาป.เอก ม.ฮาร์วาร์ดดูถูกพระพุทธเจ้า หลายปีก่อน ผมได้รับทุนสันติศึกษา (Peace and Conflict Studies)จาก Rotary Foundationได้มาอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 เดือน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับผู้ที่ทำงานด้านสันติภาพจากทุกทวีปทั่วโลก...ในปีนั้นมีผู้ได้รับการคัดเลือกอยู่ประมาณ 25 คน โดยผมได้รับการคัดเลิอกเป็นตัวแทนจากทวีปเอเชียครับ เหตุผลที่ผมได้รับการคัดเลือกก็คือ เป็นอาจารย์สอนวิชาสันติภาพ ( Peace Studies) วิชานี้ผมได้แบ่งการสอนออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 4 ใช้ชื่อว่าสันติสุขภายใน (Inner Peace) ส่วนนี้ผมให้ความสำคัญมาก เพราะถ้านักศึกษามีสันติสุขจากข้างในได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน นักศึกษาจะสร้างสันติภาพภายนอกได้แน่นอน นั่นคือการช่วยจรรโลงสังคมนี้ ประเทศนี้ และโลกใบนี้ให้น่าอยู่...ยิ่งขึ้น ในส่วนที่ 4 นี้ผมให้นักศึกษาได้ใช้จินตนาการ นึกถึงความสุข ความสว่าง พระอาทิตย์ยามเที่ยงวันไว้ที่กลางท้อง...ปรากฏว่านักศึกษาหลายคนมีประสบการณ์ใจหยุด ใจนิ่ง บางคนเห็นพระอาทิตย์สว่างในท้อง พอให้ลืมตาขึ้น ทุกคนมีรอยยิ้มออกมาจากใจ ใบหน้าดูสดชื่นขึ้นมาทันที...บรรยากาศในห้องเรียนดูอบอุ่นมาก เหมือนมีพลังความรักและเมตตาอัดแน่นอยู่ในห้องเรียนนั้น... ในฐานะอาจารย์สันติภาพ ผมประสบความสำเร็จแล้วครับ โดยไม่ต้องมีใครมาให้รางวัลเลย เพราะรางวัลของผมอยู่บนใบหน้าของลูกศิษย์ที่มีความสุขแล้วนั่นเอง...กลับมาที่จุฬาลงกรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศนานาชาติ แต่ละคนจีเนียส และเก่งกาจมากๆ ผมได้จัดคอร์สสั้นๆ ให้นักสันติภาพเหล่านั้น นั่งสมาธิ โดยให้จินตนาการถึงพระจันทร์ดวงกลมสว่างกลางท้อง....แทบไม่น่าเชื่อ ฝรั่ง ชาวผิวสี คนต่างชาติมีประสบการณ์ภายในกันเยอะมาก...บางคนตัวลอย บางคนตัวหาย บางคนใจรวมหยุดนิ่ง และสุขล้นออกมาบนใบหน้า... ในค่ำวันนั้น มีนักศึกษาปริญญาเอกจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับทุนPeace and Conflict Studies เช่นเดียวกันสงสัยในพระพุทธศาสนา เธอนั้นกำลังศึกษาที่ Harvard University มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก...เธอถามผมที่หอพักว่า โทนี ทำไมพระพุทธเจ้าของเธอ...ถึงเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย...ทำไมพระพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องความทุกข์ ทำให้ฉันจิตใจห่อเหี่ยวเหลือเกิน เธอช่วยทำให้ฉันเข้าใจในศาสนาของเธอที... ตอนนั้นผมนึกอะไรไม่ออก เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดเร็วมาก และต้องตอบเธอเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องละเอียดอ่อนอีก...จะปล่อยผ่านก็ไม่ได้ เพราะเธอจะติดวิบากกรรมดูถูกพระพุทธเจ้า....เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงเอาใจจรดศูนย์กลางกายทันที อาราธนาบารมีธรรมของครูบาอาจารย์อันประกอบด้วยหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย ให้ช่วยผมแก้ต่างในครั้งนี้ให้ได้...แทบไม่น่าเชื่อครับ คำตอบผุดขึ้นมาในใจทันที เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น...ผมรู้สึกมั่นใจในคำตอบเหลือเกิน....ผมจึงถามเธอไปว่า...ตั้งแต่เธอเกิดมาวันแรก เธอร้องไห้ หรือหัวเราะ... เธอตอบมาพร้อมกับยักไหล่แบบฝรั่งที่มั่นใจว่า แน่นอนโทนี ฉันร้องไห้...ตามธรรมชาติ แล้วหลังจากร้องไห้ครั้งแรก จนถึงทุกวันนี้ วันที่เธอยืนคุยกับฉัน เธอจำได้ไหม ว่าร้องไห้มากี่ครั้งแล้ว....เธอเริ่มนับ เธอพูดตะกุกตะกักแล้วตอบว่า มากมาย ฉันนับไม่ได้...ผมถามเธอต่อไปว่า แล้วนับจากนี้จนถึงวันที่เธอต้องจากโลกนี้ไป เธอจะต้องร้องไห้อีกกี่ครั้ง....เธอหันมาสบตาผมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาว่า อีกนับไม่ถ้วน....นี่ไง พระพุทธเจ้าของฉัน จึงสอนมนุษย์ว่าชีวิตนี้มันทุกข์ ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตายกับเรื่องราวต่างๆ...และท่านไม่เพียงสอนว่าชีวิตนั้นทุกข์ แต่ท่านสอนวิํธีพ้นทุกข์ตลอดไปอีกด้วย... ถึงตอนนี้ เพื่อนฝรั่งคนนี้เริ่มจะร้องไห้ครับ...เธอถามมาอีกว่า พ้นทุกข์ตลอดไปมีด้วยหรอ....ผมตอบกลับไปว่า มีจ้า นั่นคือเป้าหมายปลายทางของพุทธศาสนา เรียกว่าดินแดนพระนิพพาน...เธออยากไปไหม....เธอตอบกลับมาก่อนที่เธอจะร้องไห้ออกมามากมายว่า โทนี พาฉันไปนิพพานที หลังจากนั้นผมก็ได้พาเธอและเพื่อนชาวตุรกีที่เก่งกาจด้านเศรษฐศาสตร์มากราบพระอาจารย์ที่วัด เพื่อมาเรียนรู้เรืองหยุดใจ เรียนรู้ที่จะไปพระนิพพาน... จากความทรงจำ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อจ.ต้น 20 ม.ค 60

https://timeline.line.me/post/_dchCJy21QUsYhPTNtkGo8RHLZmNzidraVZ3xo_w/1156148420006017436

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon