#อดีตผู้บริหารไมโครซอฟท์ #ออกบวชเพื่อศึกษาสมาธิในพระพุทธศาสนา..!!! Alex (Wai Choon) Butt #นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ อดีตผู้จัดการบริษัทไมโครซอฟท์ ประจำประเทศมาเลเซีย ออกบวชเพื่อศึกษาการฝึกสมาธิในโครงการIDOP Alex ผู้ซึ่งคร่ำวอดในวงการธุรกิจด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เขาเชื่อว่าชีวิตต้องทำงานหนักเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จและสิ่งนี้จะทำให้เขาจะมีความสุข(physical well-being) ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาจิต(spiritual well-being) มากนัก มุ่งแต่จะทำงานเพียงด้านเดียว จนเมื่อคุณแม่ของAlexได้จากเขาไปอย่าไม่มีวันกลับ ความมั่งคั่งทางการเงินและความสำเร็จด้านต่างๆที่เขามี ไม่สามารถช่วยชีวิตแม่ของเขาได้เลย!! ทำให้Alex เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนเราเกิดมาทำไม ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ชีวิตที่สมบูรณ์ควรเป็นอย่างไร Alex ได้พบกับพระภิกษุชาวไทยที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่สิงคโปร์ในงานศพของแม่ และได้ทดลองนั่งสมาธิกับพระเป็นครั้งแรก **เขาได้สัมผัสถึงความสงบของจิตใจอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในโลกธุรกิจ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากบวชเพื่ออุทิศบุญให้กับแม่และต้องการฝึกทำสมาธิอย่างจริงจัง ** Alex ได้บวชเป็นพระเมื่อปีพ.ศ.2560 ตัดขาดจากโลกภายนอก ได้เดินธุดงค์ ปฏิบัติธรรม ใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบพระภิกษุ อยู่ในป่าสน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เขากล่าวว่า “ความสุขควรจะเป็นเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่และจะพลังนำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ความสุขที่คนเราแสวงหา ที่แท้แล้วอยู่ภายในตัวนี่เอง” เขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์การออกบวชและความมหัศจรรย์ของสมาธิในภาษาที่เรียบง่ายเหมาะกับนักธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่กำลังแสวงหา “ความพอดีระหว่างความสุขกับความสำเร็จ” ผ่านหนังสือที่ชื่อว่า “A CEO, An Entrepreneur, A Tourist and the Monk” ***ลองสมมติดูว่า คนที่มีสิ่งต่าง ๆ แทบจะทุกอย่างบนโลกนี้ มีชีวิตที่แสนจะสะดวกสบาย มีทั้งเงินทองที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด มีความรู้ มีอำนาจ มีพวกพ้องบริวาร แม้ว่าอาจจะไม่ได้อยู่จุดสูงที่สุดของโลก แต่ก็อยู่ระดับบน ๆ ของยอดพีระมิด แต่แล้วเขากลับยอมสละสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อแสวงหาสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน.. นี่ไม่ได้มีเพียงมหาเศรษฐีในพุทธกาลที่สละอภิมหาสมบัติ แล้วออกบวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ในโลกยุค ๔.๐ คุณอเล็กซ์ ไวชุน บัตต์ (AlexWai-ChoonButt) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer : CEO) บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ (MicrosoftCorporation) และเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแบรนด์ดัง ทั้งฮิวเลตต์-แพคการ์ด(Hewlett-Packard : HP) และฮันนี่เวลล์ (Honeywell) ก็ยังตัดสินใจออกบวช ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ CEO ระดับโลกคนนี้เขาคิดอย่างไร ? บวชแล้วดีกว่าเดิมอย่างไรกัน ? หลังจากที่เสียคุณแม่ไปในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ คุณอเล็กซ์ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตที่แม้เงินทองและความสำเร็จที่มีมากมายเพียงใดก็ไม่อาจซื้อลมหายใจให้กลับคืนมาใหม่ได้ จึงทำให้เขาเริ่มต้นแสวงหาความพอดีระหว่างความสุขกับความสำเร็จ ด้วยการออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งครั้งนั้นถือเป็นการบวชครั้งแรก ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๕๖๒ คุณอเล็กซ์เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุดและฉลาดที่สุดของผู้ที่ดำเนินชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกว่า ๕๘ ปี พระอเล็กซ์ เตชธัมโม ปลีกตัวออกจากเรื่องราวความเป็นไปของโลก บวชเป็นพระภิกษุวันต่อวัน เพราะคิดในใจอยู่เสมอว่า “พรุ่งนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของฉัน ซึ่งฉันอยากจะทำสิ่งที่ดีกว่าเดิม บวชเป็นพระภิกษุเพื่อสั่งสมบุญให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิต นั่งสมาธิตลอดทั้งวัน เพื่อแบ่งบุญให้ครอบครัวและอวยพรให้แก่ผู้อื่น” “การทำสมาธิในพระพุทธศาสนาช่วยให้อาตมามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อาตมาเริ่มจากการไปวัดทุกวันอาทิตย์และได้นั่งสมาธิวันละ ๑ ชั่วโมง จึงได้เข้าใจแล้วว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลายไปในที่สุด เราจึงควรตั้งเป้าหมายของการเกิดมาให้ถูกต้อง และดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายนั้นให้ดีที่สุด วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไปอาตมาจึงปรารถนาการมีชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนของสิ่งต่าง ๆ ลง ตั้งแต่ภายในบ้าน ตู้เสื้อผ้า รองเท้า และสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยอื่น ๆ “อีกทั้ง สมาธิ ยังช่วยให้อาตมาสามารถคิด วิเคราะห์ และแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ได้ชัดเจน ตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น และยังทำให้การปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นดีขึ้น ด้วยความชื่นชม เมตตา เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจข้อบกพร่องของผู้อื่น “หลายคนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดไป บางคนมองในทางไสยศาสตร์ หรือมองพระภิกษุเป็นเหมือนขอทาน หรือเป็นพระนักต่อสู้แบบเส้าหลินตามที่เห็นในภาพยนตร์ หรือในบางประเทศ พระมีหน้าที่ให้บริการเฉพาะในงานศพ แต่หลังจากที่อาตมามาบวชแล้ว รู้ว่าที่ถูกต้องคือ พระท่านไม่ประกอบอาชีพ ท่านตัดสินใจที่จะ สละวัตถุนิยม เพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจ “อาตมาได้เรียนรู้และเข้าใจทั้งเรื่องกฎแห่งกรรม หลักอริยสัจ ๔ มรรค ๘ และไตรลักษณ์ รู้ว่าตัณหาทั้งหลายก็ดี ความง่วง ความหลงก็ดี คือความเขลาและความมืดมิดในใจที่ควรกำจัด เพื่อให้พบความสุขความสว่างภายใน อาตมาถูกสอนให้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ ใช้เวลาไปกับการปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมอยู่กับตัวเอง มีสติประคองใจให้สบายอย่างสม่ำเสมอ สังเกตและจดบันทึกผลการปฏิบัติธรรมทุกวัน เพื่อให้ผลการปฏิบัติธรรมดียิ่งขึ้น จะได้รู้แจ้งแทงตลอด จนถึงฝั่งพระนิพพาน” “ เ กิ ด ม า ว่ า จ ะ ม า ห า แ ก้ ว พ บ แ ล้ ว ไ ม่ ก ำ จ ะ เ กิ ด ม า ท ำ อ ะ ไ ร... ” พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วารสารอยู่ในบุญ ฉบับที่ ๑๙๗ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ https://theceomonk.com #รับสมัครบวชเข้าพรรษา

https://timeline.line.me/post/_dchCJy21QUsYhPTNtkGo8RHLZmNzidraVZ3xo_w/1156136893406018370

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon