AI บุก! ชาวพุทธตื่นรู้ ตั้งวงถกที่ภูฏานปรับตัว 'พระ มจร' ประกาศก้องบนเวทีวัชรยานโลกที่ภูฏาน ไม่มีผู้ใดอยู่ได้เพียงลำพัง ทุกนิกายผนึกกำลังตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัลโดยเฉพาะเอไอ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ภูฏานศึกษา เมืองพิมพู ประเทศภูฏาน ภายหลังที่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งประเทศภูฏาน ได้เสด็จพระราชดำเนินพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองในพิธีเลี้ยงอาหารว่างกับเหล่านักวิชาการเป็นการส่วนพระองค์แล้ว หลังจากนั้นจึงเข้าสู่บรรยากาศการประชุมพระุพุทธศานาวัชรยานโลก ในหัวข้อเทคนิคการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุดตามแนวทางของวัชรยาน มีประเด็นที่น่าสนใจที่พระพุทธศาสนาจะต้องปรับตัวภายใต้โลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการนำเสนอเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยมีนักวิชาการจากโลกตะวันตก ตะวันออก และภูฏาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในมุมมองที่หลากหลาย ในการนี้พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติและผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการประชุมครั้งนี้ด้วย โดยได้นำเสนอภายใต้หัวข้อ Vajrayana Buddhism in Digital Era: How to Build Platform and Work Together หรือ พระพุทธศาสนานิกายมหายาน: เราจะสร้างเวที และทำงานร่วมกันอย่างไร วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้นิกายหลักทั้งสามคือ วัชรยาน มหายาน และเถรวาท มาร่วมมือกันตอบโจทย์สังคมโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ และเฝ้ารอคำตอบจากพระพุทธศาสนาในภาพรวม พระมหาหรรษา ได้นำเสนอประเด็นความร่วมมือ ใน 5 สาระสำคัญหลัก ภายใต้เวทีโลกที่ได้ออกแบบเพื่อรองรับการทำงานร่วมกัน ทั้งเวทีสมาคมวิสาขบูชาโลก สมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ที่มีพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้รักษาการเจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ประธานสมาคมวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ไทย เป็นประธาน รวมถึงเวทีวัชรยานโลกที่จัดขึ้นในภูฏาน และเวทีอื่นๆ โดยข้อเสนอใน 5 สาระสำคัญหลักประกอบด้วย (1) สติดิจิทัลรักษาและพัฒนาโลกดิจิทัล โลกกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความขัดแย้ง สงคราม ความรุนแรง การสถาปนาและยึดมั่นในความคิดและการกระทำของตนเองอย่างโต่ง ผู้นำที่ขาดธรรมาภิบาล สภาวะโลกร้อน การศึกษาและการพัฒนาขาดมิติที่ลุ่มลึก และสังคมที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีจนขาดมิติแห่งความเมตตากรุณา การหันกลับมาสร้างนวัตกรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาว่าด้วย สติ เป็นต้น ที่สามารถตอบโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม นักวิชาการจึงไม่ได้มีหน้าที่เพื่อศึกษา แต่ต้องพัฒนาตนเองให้เข้าถึงความจริงในระดับหนึ่ง แล้วนำความจริงที่ได้พิสูจน์ออกมาสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือโลกใบนี้ให้เกิดความสมดุลและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (2) การเรียนรู้พระพุทธแบบดิจิทัล การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องเรียนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ในห้องอีกต่อไป สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งสามนิกาย สามารถสร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนกับอาจารย์ดังๆ ที่มีความรู้ และเป็นนักปฏิบัติได้ ในเบื้องต้นคือการหาเครือข่ายและสร้างพื้นที่ขึ้นมาเพื่อรองรับการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาจุฬาฯ กำลังพัฒนาห้องเรียนออนไลน์เพื่อรองรับการเรียนของนิสิตกับสถาบันต่างประเทศ ทั้งในเอเซีย ยุโรป และอเมริกา (3) คัมภีร์พระพุทธศาสนาแบบดิจิทัล เพื่อสนองตอบแนวทางในการยกระดับคัมภีร์สำคัญของนิกายต่างๆ ขึ้นสู่ฐานข้อมูลกลางในโลกดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนจากทั่วโลกสามารถค้นหาและข้าถึงได้ได้จากโลกอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกับ Google ตามที่พระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต ประธานสมาคมวิสาขบูชาโลกมุ่งหวัง การจัดทำสหบรรณานุกรมพระไตรปิฏกสากล หรือ Union Catalogue of Buddhist Text จะได้รับการสานต่อและพัฒนาขึ้น ดังนั้น ทั้งสามนิกายจึงจำเป็นต้อง (4) เรียนปริญญาสองใบในยุคดิจิทัล การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันคือการผสานกำลังโดยการนำจุดเด่น หรือจุดแข็งของแต่แห่งมาเติมเต็มกันและกัน โลกแห่งการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งสามนิกายก็เช่นเดียวกัน ทำอย่างไรที่สถาบันการศึกษาจะจับมือกันพัฒนาหลักสูตรปริญญาสองใบระหว่างนิกาย อาจจะเป็นเถรวาทกับวัชรยาน มหายานกับเถรวาท หรือวัชรยานกับมหายาน การดำเนินการในลักษณะนี้ จะเป็นการเปิดโลกการศึกษาข้ามนิกาย เพื่อให้เกิดการศึกษา แลกเปลี่ยน และสอบทานระหว่างกันและกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทั้งปริยัติและการปฏิบัติ (5) ร่วมมือสร้างสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ในโลกของการพัฒนาสถาบันด้านการศึกษานั้น หนึ่งในเครื่องมือที่จะกระตุ้นให้สถาบันต่างๆ พัฒนาศักยภาพของตนเองให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ คือ การสร้างตัวชี้วัดกลางขึ้นมา เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาสถาบันการศึกษา ประเด็นนี้ มหาวิทยาลัยทางโลกนั้น ได้มีสถาบัน Times และ QS เป็นต้น ทำหน้าที่จัดอันดับ และภายใต้กรอบคิดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่มหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนาจะเข้าไปติดอันดับ อย่าว่าแต่อันดับ 1 ใน 100 เลย แม้ 1 ใน 5000 ก็ไม่มีวันที่จะติดอันดับได้ ด้วยเหตุนี้ สมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ จะทำหน้าที่ในกานสร้างสถาบันการจัดอันดับที่เน้นธรรมชาติของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา จะนำไปสู่การพัฒนาสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาให้ได้มาตรฐาน และตอบโจทย์ของสังคมโลกมากยิ่งขึ้น ในโลกที่กำลังฉาบทาด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน มนุษยชาติจำนวนมากต่างแก่งแย่ง ทำร้าย เบียดเบียน หมกหมุ่นกับการออกแบบนวัตกรรม เพื่อฉาบทาให้เกิดความสะดวกทางกาย ในขณะที่ใจเฝ้าโหยหาความสุข นิกายต่างๆ มีหน้าที่สำคัญในการออกแบบชุดความคิดดั้งเดิมเพื่อให้สอดรับกับกระแสของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เราไม่มีเวลาที่จะคอยโพนทนาว่า นิกายใดดีที่สุด และถูกต้องที่สุด ในขณะที่หมู่ชนกำลังเฝ้ารอยาเพื่อนำไปรักษา และเติมเต็มความหวังและกำลังใจในโลกยุคดิจิทัล การผนึกกำลังกันตอบโจทย์จะเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า เพราะเหตุใด? พระพุทธศาสนาจึงควรค่าต่อการเรียกขานว่า เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของโลก หรือ Wisdom for the World จำเป็นต้องสร้างความร่วมมืทำงานด้วยกันต่อไป

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1155608507205048073

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon