คณะกรรมการฯ จังหวัดปทุมธานี ติดตามผลการดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข (สร้างสัปปายะด้วยวิถี 5ส) ระยะนำร่อง ณ วัดพระธรรมกาย - อบต.คลองสาม ชุมชนท้องถิ่น และคณะศิษย์ฯ ร่วมถวายการต้อนรับ/รายงานผลการดำเนินงานโครงการฯ ********** เมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 15.00 น. คณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข (สร้างสัปปายะด้วยวิถี 5ส) จังหวัดปทุมธานี นำโดย พระครูธัญรัตนากร เจ้าคณะตำบลลำผักกูด พร้อมด้วย พระครูโสภิตปุญญากร, พระครูโสภณธัญญากร, พระครูปริยัติธรรมธารี, พระครูวิจิตรปริยัตยากร, พระใบฎีกาสุรชัย ปญฺญาทีโป, นายฉัตรชัย ชูเชื้อ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี, นางจุฬาภร ศิริเวช ท้องถิ่นอำเภอคลองหลวง, นางสาวสุดาลักษณ์ ชินวิรารัฒน์ ประธานชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ปทุมธานี ในอุปถัมภ์พระเทพรัตนสุธี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการฯ ณ วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีคณะกรรมการดำเนินโครงการฯ ของวัดพระธรรมกาย ซึ่งจับคู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน ประกอบด้วย พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย, พระครูสังฆรักษ์บุญธรรม ปุญฺญธมฺโม รองผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการ ฝ่ายอาคารสถานที่ วัดพระธรรมกาย, พระมหาวีรวัฒน์ วีรวฑฺฒโก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย, พระมหาบุญเอื้อน ปุญฺญสาโร หัวหน้ากองการคณะสงฆ์ วัดพระธรรมกาย, นายทศพร ภิบาลจอมมี รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม, นางสาวจำปี จารุฤทัยกานต์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล, นางทุเรียน ปุ่นพิทักษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม หมู่ 7, นายวีระ วงษ์มั่งมี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลคลองสาม, นางสาวจินดา วรรธนรียชาติ ผู้ประสานงานโครงการฯ, นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และคณะฯ ให้การต้อนรับ และถวายรายงานผลการดำเนินงานฯ ต่อคณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการฯ ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะสงฆ์วัดพระธรรมกาย ในประเด็นผลการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่วัดให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม, การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ, การพัฒนาพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้, การพัฒนาพื้นที่จิตใจและปัญญาเชิงพุทธ และสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างวัดกับชุมชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยนำไปสู่ “พระสงฆ์มีสุขภาพแข็งแรง วัดมีความมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง” ตามเป้าหมายของโครงการฯ โดยนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ผู้แทนคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ได้รายงานถึงประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วยแนวปฏิบัติ 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประกาศนโยบายโครงการฯ, 2) การตั้งคณะกรรมการฯ, 3) การฝึกอบรมให้ความรู้ 5ส และกิจกรรมโครงการฯ, 4) การสำรวจพื้นที่ การจัดทำแผนผังวัด และการวิเคราะห์พื้นที่ฯ, 5) การกำหนดแผนในการปรับปรุง, 6) การลงมือปฏิบัติร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน และ 7) การสรุปผลดำเนินงานโครงการฯ เป็นรูปแบบเล่มรายงาน จากนั้น คณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการฯ จังหวัดปทุมธานี ได้ลงพื้นติดตามประเมินผลพื้นที่ 9 ส่วน ภายในวัดพระธรรมกาย ประกอบด้วย 1) ป้ายชื่อวัดและแผนผังวัด, 2) การจัดการจราจร ป้ายจราจร และที่จอดรถ, 3) การจัดระบบคลังวัสดุและการควบคุมการเบิก-จ่ายสิ่งของ, 4) ห้องน้ำ, 5) การจัดการขยะ, 6) สภาพแวดล้อมทั่วไปภายในวัด (สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย), 7) ระบบไฟฟ้าและการป้องกันอัคคีภัย, 8)โรงครัว และ 9) อาคารเสนาสนะต่างๆ ภายในวัด ทั้งนี้ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข (สร้างสัปปายะด้วยวิถี 5ส) นั้น มีฝ่ายสาธารณูปการ ของมหาเถรสมาคม ดูแลรับผิดชอบโครงการฯ มีสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, บริษัทเอกชน และองค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ร่วมดำเนินการฯ ในส่วนของจังหวัดปทุมธานี มีวัดเข้าร่วมโครงการฯ ในระยะนำร้อง (ระยะที่ 1 ประจำปีพุทธศักราช 2561) จำนวนกว่า 90 วัด มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบและนำแนวคิดของ 5ส ซึ่งประกอบไปด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน และสร้างวินัย ลงสู่บริบทของวัด, 2) เพื่อส่งเสริมให้วัดเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพ การเรียนรู้ และจิตใจ, 3) เพื่อให้การขยายผลแนวคิดของ 5ส หลักสัปปายะ และหลักความความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ประชาชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง, 4) เพื่อพัฒนาจัดระบบฐานข้อมูลความรู้ในการพัฒนาวัดเพื่อส่งเสริมสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ และเพื่อเป็นเครื่องมือในการออกแบบและปรับปรุงกายภาพของวัดให้เป็นสัปปายะสถาน และการพัฒนาสู่วิถีแห่งอารยชน, 5) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในสังคมไทยรวมถึงกลุ่มวิชาชีพ ตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสังคม การมีจิตอาสา ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดสังคมสุขภาวะและความยั่งยืน, และ 6) เพื่อส่งเสริมให้วัดมีผังแม่บทและแผนการพัฒนา สู่ความเป็นสัปปายะและพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมคุณภาพทางจิตวิญญาณให้กับสังคมไทย โดยผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการฯ ผ่านช่องทาง Fanpage @WatPraChaRat และช่องทาง LINE @ happiness.temple ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2329198150453104&id=1124585667581031

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1155342966505041027

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon