“หนึ่งภาพคือประวัติศาสตร์ ในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา” ขอเชิญทุกท่านให้โอกาส บุตรหลานได้ มาเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์หน่อเนื้อในพระพุทธศาสนา เข้าร่วม โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ทั่วไทย พ.ศ 2562 คุณสมบัติ ๐ เป็นชายแท้ อายุ 10 -18 ปี ๐ ได้รับอนุญาต จากผู้ปกครอง ๐ มีสุขภาพแข็งแรง ๐ ไม่ติดยาเสพติด สุรา และบุหรี่ กำหนดการ - 31 มีนาคม เข้าโครงการ - 6 เมษายน บรรพชา ณ วัดพระธรรมกาย - 30 เมษายน จบโครงการ สมัครและสอบถามรายละเอียด ได้ที่ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ 02-831-1234 หรือ 083-5404877 ****************************************** การเป็นคนดีจริง เพียงหนึ่งท่านยังทำให้ผู้พบเห็นเกิดศรัทธา ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำตาม ดังตัวอย่าง สามเณรนิโครธ ผู้จุดให้พระเจ้าอโศกมหาราช หันมานับถือและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ประมาณ ๓๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน มีสามเณรน้อยรูปหนึ่งนามว่า สามเณรนิโครธ อายุเพียง ๗ ขวบ ได้ออกบวชและบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์สามเณรน้อยมีผิวพรรณผ่องใสและเป็นผู้ที่ฝึกตนเป็นอย่างดีจึงมีบุคลิกที่สงบเสงี่ยมสง่างามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ทำให้พระราชาคือ พระเจ้าอโศกมหาราชเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในทันทีที่เห็นสามเณรเดินผ่าน จึงนิมนต์ขอฟังธรรมสามเณรได้ให้โอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่พระเจ้าอโศกมหาราชว่า ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชเกิดมรศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทรงเปลี่ยนพระองค์ใหม่จากเดิมคือ เปลี่ยนจากผู้มีความเห็นผิด (มิจณาทิฏฐิ) มาเป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เปลี่ยนจากนิสัยดุร้ายเป็นผู้ที่มีแต่ความเมตตา ทรงเปลี่ยนแว่นแคว้นของพระองค์ให้เป็นอาณาจักรแห่งธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง ต่อมาได้ทรงเผยแผ่และปักหลักพระพุทธศาสนาให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงออกในหลายดินแดนสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสามเณรที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้และยังสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้ผู้ได้พบเห็น เกิดประโยชน์อันใหญ่หลวงในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลัคืนมาอีกวาระ ดังเช่นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จากนั้นพระองค์ก็มาเป็นบาทในพระพุทธศาสนา “ทายาทในพระพุทธศาสนาเป็นได้อย่าง” ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ไม่สามารถชักนำไปในทางอื่นได้ ผู้นั้นควรเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เป็นโอรสเกิดแล้วจากพระโอษฐ์ เป็นบุตรเกิดแล้วโดยธรรม อันธรรมเนรมิตแล้วเป็นธรรมทยาท (วาเสฏฐสูตร) ความเป็นชาวพุทธในปัจจุบันนี้มีหลายประเภท บางคนเป็นเพียงชาวพุทธในทะเบียน นาน ๆ จะมีโอกาสไปวัดหรือทำบุญในโอกาสพิเศษ เพราะมัวเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำมาหากินอย่างเดียว บางคนเข้าวัดเพราะไปร่วมฟังสวดศพ บางคนไปวัดตอนเป็นศพ!! บางคนเป็นธรรมทายาทมีโอกาสได้บวชเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย บางคนเป็นทายก ทายิกา ได้สั่งสมบุญอย่างต่อเนื่อง ฟังธรรม ศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ และลงมือปฏิบัติจน บรรลุธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับ แล้วพวกเราทั้งหลาย จะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธเช่นไร ในสมัยหลังพุทธกาลประมาณ ๒๐๐ ปี พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์ถึง ๙๖ โกฏิเพื่อสร้างพระวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ในวันฉลองพระวิหารพระองค์ประทับยืนอยู่ที่อโศการาม ทรงเหลียวดูตลอดทั้ง ๔ ทิศ ได้ทอดพระเนตรเห็นชมพูทวีป ซึ่งมีมหาสมุทรเป็นที่สุดโดยรอบ และพระวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ที่รุ่งโรจน์อยู่ด้วยการบูชาอันยิ่งใหญ่ ทรงเกิดปีติปราโมทย์ใจอย่างท่วมท้น ดำริว่า ความปีติปราโมทย์เห็นปานนี้เคยเกิดขึ้นแก่ใครบ้างไหม พระราชาตรัสถามภิกษุสงฆ์ว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ในพระศาสนาของพระโลกนาถเจ้ามีใครบ้าง ได้สละทรัพย์บริจาคอย่างมากมาย การบริจาคของใครเล่ายิ่งใหญ่เช่นนี้บ้าง พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ถวายพระพรว่า มหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าผู้ถวายปัจจัยในพระศาสนาของพระทศพลเช่นกับพระองค์ แม้พระตถาคตเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็ไม่มีใครเลย ที่จะทรงบริจาคได้ยิ่งใหญ่เท่า พระราชาสดับคำของพระเถระแล้ว ทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่มีผู้ใดถวายพระวิหารได้ยิ่งกว่าพระองค์ จากนั้นได้ตรัสถามต่อว่า โยมได้ยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงเด่น เมื่อเป็นเช่นนี้ โยม ได้ชื่อว่าเป็นทายาทแห่งพระศาสนาหรือยังหนอ พระเถระได้ฟังพระราชดำรัสแล้วมองเห็นอุปนิสัยของพระราชโอรสของพระองค์ว่า ถ้าออก บวชแล้วพระพุทธศาสนาจักแผ่ขยายตั้งมั่นสถิตสถาพรสืบต่อไป จึงทูลพระราชาว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ผู้ที่จะเป็นทายาทพระศาสนา หาใช่เป็นด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่ อีกอย่างผู้ที่ได้ถวายปัจจัยไทยธรรมได้ชื่อว่าเป็นทายก ทายิกา หรือเป็นอุปัฏฐากเท่านั้น ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นทายาทในพระพุทธศาสนา พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นทายาทพระศาสนาจะมีได้อย่างไรเล่า พระเถระถวายพระพรว่า มหาบพิตร บุคคลใดเป็นผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ได้ถวายบุตรธิดาผู้เป็นที่รักของตนบวชในพระพุทธศาสนา บุคคลนั้น ได้ชื่อว่าเป็นทายาทในพระพุทธศาสนา เมื่อพระเถระถวายพระพรดังนั้นแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชทรงดำริว่า แม้เราบริจาคทานถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นทายาทแห่งพระพุทธศาสนาเลย ทรงปรารถนาความเป็นทายาท จึงทอดพระเนตรเหลียวดูข้างโน้นข้างนี้แล้วทรงเห็น พระมหินทกุมารซึ่งประทับยืนอยู่ไม่ไกล ทรงรำพึงว่า เราประสงค์จะสถาปนาพระกุมารนี้ไว้ในตำแหน่งอุปราช แต่ตำแหน่งนั้นก็ไม่ประเสริฐกว่าการเป็นสมณะ เพราะการบรรพชาเป็นสิ่งประเสริฐกว่าตำแหน่งอุปราชอย่างเทียบกันไม่ได้ พระราชาจึงรับสั่งกับพระราชโอรสว่า ลูกเอ๋ย ลูกสามารถบวชให้พ่อได้ไหม นับตั้งแต่พระติสสกุมารออกผนวชแล้ว พระมหินทกุมารก็มีพระประสงค์อยากจะออกผนวชด้วย เช่นกัน เมื่อได้สดับพระราชประสงค์ของพระบิดาเช่นนั้นก็เกิดความปีติปราโมทย์ใจเป็นอย่างยิ่ง รีบกราบทูลว่า หม่อมฉันมีความปรารถนาจะบวชอยู่แล้ว ถ้าทูลกระหม่อมทรงอนุญาต หม่อมฉันก็จะบวช ขณะเดียวกัน พระราชธิดาชื่อสังฆมิตตา ซึ่งประทับยืนอยู่ข้าง ๆ ทรงมีความประสงค์จะผนวชเช่นกันจึงได้ทูลขออนุญาตลาบวชด้วย พระราชาทรงอนุโมทนาต่อพระราชโอรส และพระราชธิดาด้วยพระทัยที่เบิกบานตรัสกับภิกษุสงฆ์ว่า พระคุณเจ้าจงให้โอรสและธิดาทั้งสองบวช แล้วกระทำโยมให้เป็นทายาทในพระพุทธศาสนาเถิด พระสงฆ์รับพระราชดำรัสแล้ว ก็ให้พระราชโอรสบรรพชาโดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชโอรสบังเกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีใจที่ผ่องใสหยุดนิ่งดีแล้ว ในวันอุปสมบท นั้นเองก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ส่วนพระนางสังฆมิตตาเมื่อผนวชแล้ว ได้ตั้งใจประพฤติธรรม ไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์เถรีเช่นกัน พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อผนวชแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เป็น กำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป โดยเฉพาะพระมหินทเถระได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังประเทศลังกา นำพาหมู่ชนในที่นั้นให้ได้พบแสงสว่างแห่งพระสัทธรรม ทำให้ผู้มีบุญ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานกันมากมาย อย่างน้อยก็มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป จะเห็นได้ว่า แม้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์ถึง ๙๖ โกฏิ สร้างพระวิหารถึง ๘๔,๐๐๐ หลัง ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงเป็นได้เพียงแค่โยมอุปัฏฐากเท่านั้น ครั้นทรงถวายพระราชโอรสและพระราชธิดาผู้เป็นประดุจแก้วตาดวงใจไว้ในพระศาสนา จึงได้ชื่อว่าเป็นญาติ พระศาสนาอย่างแท้จริง พระมหินทเถระและสังฆ-มิตตาเถรี เมื่อบวชแล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ได้ชื่อว่าเป็นทั้งศาสนทายาทและธรรมทายาทตามพุทธประสงค์อย่างภาคภูมิใจ และยังได้บรรลุวัตถุ ประสงค์ในการเกิดมาเป็นมนุษย์อีกด้วย นักสร้างบารมีทั้งหลาย...จากนี้ไปเราจะไม่เป็น เพียงชาวพุทธในทะเบียนบ้านเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงนี้ พระพุทธศาสนาต้องการชาวพุทธใจเพชร ผู้มาทำหน้าที่เป็นประดุจช้างเท้าหน้า เป็นพุทธบุตรนักรบกล้าแห่งกองทัพธรรม ที่จะรบกับกิเลสในใจของมนุษยชาติ นำพาเขาเหล่านั้นให้เข้าสู่กระแสธรรม และธำรงพุทธศาสน์ให้เป็นที่พึ่งของชาวโลกตราบนานเท่านาน หากใครอยากจะเป็นญาติกับพระศาสนาก็ให้ ส่งกุลบุตรเข้ามาบวช จะบวชพระหรือเป็นสามเณรตามวัดวาอารามต่าง ๆ ที่มีการจัดอบรมกันก็ได้ ฝ่ายท่านหญิงก็ให้เข้ามาบวชเป็นอุบาสิกาแก้ว เมื่อเราทำได้ดังนี้จึงจะได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธผู้มีหัวใจรักศาสน์อย่างแท้จริง เราจะเป็นทั้งโยมอุปัฏฐากเป็นญาติธรรม และเป็นธรรมทายาทผู้สืบทอดพระศาสนา และเป็นผู้บรรลุธรรมของพระบรมศาสดา ปกิณกธรรม เรื่อง : พระมหาเสถียร สุวณฺณฐิโต ป.ธ. ๙ / พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี ป.ธ. ๙ บวชให้แม่สักครั้งได้ไหม บวช ให้พ่อแม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง อย่าปล่อยให้คำว่า ไม่พร้อม มาเป็นข้ออ้าง เพราะ คนที่คุณรัก อาจไม่รอ ถึงวันที่คุณพร้อม บวชเติมบุญ ทดแทนคุณบิดามารดา ลูกทุกคนมีอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่อายุของแม่สิ ร่อยหรอลงไปทุกอนุวินาที เส้นทางบุญ @Pathofboon https://m.youtube.com/watch?v=H7kMQZJ0sqg

https://timeline.line.me/post/_delKuNfCJDE24gJhJ3bmfKIePxK8OnHWX1l45FQ/1155361625601021896

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon