เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... สิ่งที่เด็กมีอยู่ในตัวนั้นเป็น “สัมผัสที่พิเศษและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ต่อสิ่งที่มากระตุ้นความสนใจของเด็ก และก็จะรับเอาสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นส่วนหนึ่งของตนเองตลอดไป เด็กมิได้ซึมซับสิ่งเหล่านั้นด้วยสมองหรือความคิดอ่านของตน แต่ด้วยจิตวิญญาณของตน” http://winne.ws/n11527 โดย Super Big Eagle!! 22 ธ.ค. 2559 - 15.48 น. , แก้ไขเมื่อ 22 ธ.ค. 2559 - 15.52 น. เยาวชน 2.2 พัน ผู้เข้าชม 54 share Tags : การซึมซับเด็กเหมือนผ้าขาวจิตวิญญาณสภาพแวดล้อม เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... มอนเตสซอรีได้ตระหนักว่า สติปัญญาของเด็กนั้น มีความแตกต่างจากของผู้ใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่แรกเกิด เด็กจะสามารถสัมผัสและรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี เธอกล่าวว่าเด็กจะมี “ความฉลาดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเริ่มต้นมาจากการรับรู้ถึงสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว” สิ่งที่เด็กมีอยู่ในตัวนั้นเป็น “สัมผัสที่พิเศษและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ต่อสิ่งที่มากระตุ้นความสนใจของเด็ก และก็จะรับเอาสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นส่วนหนึ่งของตนเองตลอดไป เด็กมิได้ซึมซับสิ่งเหล่านั้นด้วยสมองหรือความคิดอ่านของตน แต่ด้วยจิตวิญญาณของตน” เด็กเล็ก ๆ ไม่ได้มีสมองที่จะคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างประสบการณ์ หรือความเข้าใจ แต่เขาจะสามารถซึมซับการเรียนรู้เข้าสู่จิตอันละเอียดอ่อนได้โดยตรงอย่างง่ายดาย การพัฒนาโดยไม่รู้ตัวจึงเกิดขึ้นจากการที่เด็กได้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายนอก นี่คือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนามนุษย์ในช่วงระยะแรกจึงสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำหรับทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่าง พัฒนาการในวัยเด็กของมนุษย์จึงไม่ใช่แค่โดยสัญชาติญาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการซึมซับจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเขาด้วย ความสามารถในการเรียนรู้ดังกล่าวที่ทำให้เด็กได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งมอนเตสซอรี ตระหนักว่าจะมีผลกับสติปัญญาของเด็กที่จะทำให้เด็กพัฒนาไปจนถึงระยะที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะต้องการการพัฒนาด้านสติปัญญาเท่าในช่วงอายุนี้มากที่สุด และต้องการความช่วยเหลือใน การขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานของเด็กเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้น เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... “สิ่งต่าง ๆ ที่ได้หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต เรามักจะเก็บไว้ในความทรงจำ แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังเป็นคนละส่วนกับมัน เช่นเดียวกับแจกันที่ยังคงแยกส่วนกับน้ำที่มันบรรจุอยู่ แต่สำหรับเด็กสิ่งที่ผ่านเข้ามา ไม่ได้เก็บไว้เป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น แต่ยังหล่อหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา ซึ่งเราให้คำจำกัดความสิ่งนี้ว่า “การเรียนรู้โดยการซึมซับ” ลักษณะเฉพาะของแต่ละคน จิตที่ยังเยาว์ และสิ่งแวดล้อม ล้วนมีความสัมพันธ์กัน โดยสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวหล่อหลอมให้เกิดลักษณะเฉพาะของแต่ละคน จนทำให้เกิดความเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ในช่วงแรกของชีวิต ความสำคัญของการศึกษาก็คือเป็นสิ่งที่ช่วยปลุกพลังจิตที่หลับใหลอยู่ในตัวเด็กผู้ใหญ่นั้นรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมของตน โดยการจดจำและคิดถึงสิ่งเหล่านั้น แต่สำหรับเด็กพวกเขาจะซึมซับจากสิ่งแวดล้อม สิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่แค่จะจดจำมันไว้เท่านั้นแต่จะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ เด็กจะหลอมรวมเอาทุกอย่างที่ตาเห็นและหูได้ยินเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจของตน ซึ่งสิ่งเดียวกันนี้จะไม่มีผลในลักษณะเดียวกันกับผู้ใหญ่ แต่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของเด็ก ไม่มีสิ่งใดที่สำคัญสำหรับมนุษย์เรามากไปกว่าจิตที่ซึมซับ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเป็น ผู้ใหญ่ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสภาพสังคม สภาพอากาศและประเทศ และทั้งหมดนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้ ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมและจริยธรรม รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดและนิสัยใจคอที่แตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งทำให้มนุษย์แต่ละคนมีบุคลิคภาพที่แตกต่างกันนั้นล้วนถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่ในวัยทารก เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... จริง ๆ แล้ว เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาของตนเองอย่างเป็นแบบแผนในชั้นเรียน แต่เกิดจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว ลักษณะของคนแต่ละคนถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างละเอียดอ่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ และถ้าการสร้างสรรค์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าจิตวิญญาณของแต่ละคนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการที่ได้ถูกหล่อหลอมมาจากพื้นฐานชีวิตในช่วงระยะแรก ถ้าสิ่งที่เราต้องทำคือการช่วยเหลือมนุษย์ในด้านความคิดจิตใจแล้ว สิ่งแรกที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ จิตที่ซึมซับของเด็กนั้นได้รับ “สารอาหาร” จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ดังนั้น เด็กก็เหมือนผ้าขาวที่ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ที่เปรียบเหมือนสีที่คอยแต่งแต้ม ให้เป็นตามที่ผู้ใหญ่จัดให้ และส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องของความสะอาด ระเบียบวินัย ความสุภาพนุ่มนวล การตรงเวลา การมีใจที่นิ่งไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ที่มากระทบนั่นเอง. อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.doitung.org/montessori/th/montessori-by-subject/philosophy.php?sub=1_philosophy&id=1-3&content=Absorbent%20Mind เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... เด็กนั่งสมาธิง่าย เพราะไม่ค่อยมีเรื่องให้คิดเยอะ เด็กเหมือนผ้าขาว จริงหรือ ? ที่นี่มีคำตอบ... ขอบคุณภาพจาก google.com

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1155089097705042485

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon