🌟 ดาวส่งสาร🌟 ✨✨✨✨✨ ~~~~~•••~~~~~ • ทุก ๆ คน ได้ไปหาใบอนุโมทนาบัตรกันแล้วหรือยัง จะได้ไปย้อนทบทวนบุญที่เราทำผ่านมา และเป็นเครื่องยืนยันว่า “วัดพระธรรมกายของเรา พวกเราช่วยกันสร้างมากับมือ มีพยานหลักฐานคือใบอนุโมทนาบัตรทุก ๆ ใบ” • เพราะกว่าจะเกิดกุศลศรัทธา กว่าจะหาปัจจัยมาทุกบาททุกสตางค์มาได้ ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว ก็ด้วยทุกคนอยากจะสร้างวัดให้ดี สร้างวัดพระธรรมกายให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม เราจึงได้ทุ่มเททำกันมาตลอด มีพยานหลักฐานทางเอกสารก็คือ “ใบอนุโมทนาบัตรนี้” • เพราะฉะนั้น..ให้เราได้ปลื้มปีติยินดีในสิ่งที่เราทำว่า “เรามีส่วนสำคัญในการสร้างวัด” • ดังนั้น..จึงให้ไปหาใบอนุโมทนาบัตรทุก ๆ ใบ เอามาทบทวนบุญ และเอาออกมาเพื่อที่จะปกป้องวัดพระธรรมกายในช่วงนี้ วัดที่เราร่วมสร้างกันมาในทุกหนทุกแห่ง ให้เป็นที่ประจักษ์ จะได้ปลื้ม 💥 เพราะฉะนั้น..ใบโมฯ แต่ละใบมีคุณค่าในการปกป้องพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย และวัดพระธรรมกาย ดังนั้น..ให้รีบเอาใบโมฯ ออกมา แต่ถ้าใครไม่พร้อมก็ให้เก็บเอาไว้ก่อนก็ไม่เป็นไร ถ้าใครพร้อม มา! มาร่วมกัน 🔆 จึงขอรำพึงว่า “วัดเราสร้างมากับมือ การที่พวกที่ไม่ได้สร้างเลยจะมายึดนั้นหาควรไม่” • เราจึงต้องเอาใบโมฯ ออกมา ใบโมฯ ทุกใบมีความจำเป็น ต้องเอาออกมาเพื่อปกป้องวัดพระธรรมกาย เพราะถ้าหากว่า “เสร็จภารกิจเรียบร้อยแล้ว ถึงจะเอาออกมาก็ไม่ทันที่จะช่วยปกป้องพระศาสนา ปกป้องวัดแล้ว” ถึงเอาออกมาก็ไม่ได้ช่วยอะไร ต้องมาเอาบุญให้ถูกเวลา ให้ถูกกาลเทศะด้วย • ในยามที่พระศาสนาต้องการ ถ้าใครเห็นด้วยที่จะมาปกป้องวัด ให้ไปรวบรวมแล้วเอามานะ มาช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย ส่วนถ้าใครไม่เอามาก็ให้ช่วยอยู่เฉย ๆ “ไม่ต้องไปรำพึงรำพันให้ใครฟัง” • ใครพร้อมจะมายืนอยู่แนวหน้า เป็นขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรมให้เอาออกมา แต่ใครไม่พร้อมไม่เป็นไร ถ้าอยากอยู่แนวหน้าให้มา มาปกป้องวัด อย่าให้ใครมารังแกหรือจะมาทำร้ายวัดพระธรรมกายไม่ได้ เราไม่ยอม • ใบอนุโมทนาบัตรทุกใบให้เราถ่ายรูปหรือสแกนเก็บเอาไว้ด้วย เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องทบทวนบุญของเรา ต้องถ่ายรูปเก็บเป็นภาพเอาไว้ ไม่ถ่ายภาพเก็บเอาไว้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่จำเป็นนะ ถ้าใครถ่ายภาพไม่เป็น ก็ให้ไปบอกคนที่ถ่ายเป็นให้เขาช่วยถ่ายให้ • เพราะเมื่อใบโมฯ ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ภาพทุก ๆ ภาพนี่แหละจะเป็นตัวแทน เป็นพยานทางวัตถุของทุก ๆ บุญที่เราได้สั่งสมมา เพื่อให้ตัวเราดู และให้ทุก ๆ คนได้ดูว่า “เราได้มีช่วงชีวิตที่ดีที่ได้เกิดมาสร้างบารมี” มีพยานทางวัตถุเป็นใบโมฯ เป็นเครื่องยืนยันว่า “เราได้มีส่วนแห่งบุญทุก ๆ บุญ” • ให้ทุกคนถ่ายรูปหรือสแกนเก็บเอาไว้ ให้เป็นหลักฐาน ให้ตัวเรา ให้ลูกหลาน และสมาชิกในบ้านเราเอาไว้ดูจะได้ปลื้มว่า “เรามีส่วนสำคัญแห่งการสร้างวัดพระธรรมกาย” ให้ถ่ายเก็บเอาไว้ทุกคน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ่ายให้สวย ให้ครบ ให้ดีกว่าดีที่สุด • เราจะปล่อยให้วัดที่คุณยายฯ อุตส่าห์สร้างมา ให้เราเอาไว้สร้างบารมีกันอย่างสะดวกสบาย คุณยายฯ ท่านสร้างมาด้วยความยากลำบาก อยู่ ๆ จะปล่อยให้มายึดไม่ได้ “ใครอยากจะช่วยให้มาช่วยในยามนี้ ยามที่ต้องการ” • ใบโมฯ ทุกใบต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ถ่ายด้วยความปลื้ม ถ้าไม่ปลื้มก็ถ่ายใหม่ ถ่ายจนกว่าจะปลื้ม ให้ถ่ายทุกใบของแต่ละใบ แล้วก็ค่อยมาถ่ายเป็นปึก..เป็นปึ๊ง • ไม่ใช่ว่าทุกคนบนโลกเขาจะมีกัน แต่ละใบที่เรามี ไม่ใช่ทุกคนบนโลกเขาจะมีกัน จะมีสักกี่คนบนโลกนี้ที่มีใบโมฯ 7 พันกว่าล้านคน จะมีกันสักกี่คน ซึ่งสิ่งที่เราทำอยู่นี้ อยู่ในสายตาของชาวสวรรค์ เพราะฉะนั้น..ให้เอาใบโมฯ มา และถ่ายภาพเก็บเอาไว้ทุกใบ ใบจริงเอาไว้สู้ศึก ส่วนที่ถ่ายเก็บเอาไว้ปลื้มทบทวนบุญ เพื่อเป็นพยายหลักฐานในการสร้างบุญ ต้องให้ได้อย่างนี้สิ • กระแสบุญเท่านั้นถึงจะสู้กับกระแสบาปได้ เราจะมาปล่อยให้มายึดวัดเราไม่ได้ ใครจะสู้กับข้าพเจ้าให้เอาออกมา สู้ไหม....สู้..!! สู้ไหม....สู้..!! สู้ไหม....สู้..!! (เรียบเรียงจากทบทวนโอวาทในอดีต) Cr : หิ่งห้อยส่งข่าว... ...ดาวส่งสาร ( 31/01/62 ) 📃📃📃📃📃 🌺🌺🙏🙏🙏🌸🌸

https://timeline.line.me/post/_delKuNfCJDE24gJhJ3bmfKIePxK8OnHWX1l45FQ/1154894511301025415

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon