แสงประทีปธรรมแห่งกตัญญูบูชานับหมื่นดวงสว่างไสว ณ สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิตของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ อนุสรณ์สถานฯ ลำดับที่ 2 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร *********************************** วันนี้ (วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562) เวลา 17.00 น. ณ อนุสรณ์สถานลำดับที่ 2 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร “สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต” ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินมงคลริมคลองบางนางแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คณะพระธรรมยาตรา จำนวน 1,135 รูป พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ และคณะศิษยานุศิษย์ฯ จำนวนมาก ได้พร้อมเพรียงกันสั่งสมบุญปฏิบัติบูชาแด่พระรัตนตรัย ด้วยการจุดประทีปเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ฯ โดยพิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการกราบบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล เจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฏิบัติธรรม ฟังโอวาทจากประธานสงฆ์ จุดประทีปธรรมฯ และอธิษฐานจิต ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ พร้อมเพรียง และศักดิ์สิทธิ์ นำมาสู่ความปลื้มปีติใจของผู้เข้าร่วมงานฯ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า “ในวันนี้ นับเป็นวาระมหามงคลอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้จัดให้มีงานบุญพิธีฯ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ ณ อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น ซึ่งในปัจจุบันคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ขึ้น บนแผ่นดินอันเป็นมงคลริมคลองบางนางแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แห่งนี้ โดยเมื่อสร้างมหาวิหารฯ แล้วเสร็จ และเป็นเวลาที่เหมาะสม จะได้ร่วมกันอัญเชิญรูปหล่อทองคำของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ มาประดิษฐานไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งการตั้งมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ขณะล่องเรือค้าข้าวในคลองแห่งนี้ เมื่อครั้งอายุเพียง 19 ปี ว่า ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต ตลอดจนเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังที่ได้มีโอกาสมากราบสักการะรูปหล่อทองคำฯ และศึกษาประวัติชีวิตอันงดงามของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ได้เกิดแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งสามารถเป็น กัลยาณมิตรให้แก่ตนเอง และนำพาชาวโลกทั้งหลายให้ได้พบความสุข และเข้าถึงสรณะที่แท้จริง อันจะเป็นทางมาของสันติภาพโลกผ่านสันติสุขภายใน ไปอีกนานนับพันปี” สำหรับโครงการธรรมยาตราฯ ปีที่ 7 นั้น เป็นงานบุญเสริมสิริมงคลให้ชีวิตต้อนรับศักราชใหม่ สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2562 ดำเนินงานโดยเครือข่ายคณะศิษยานศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก ร่วมกับ องค์กรพุทธโลก (พล) ชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ปทุมธานีฯ วัดพระธรรมกาย และองค์กรภาคีเครือข่าย “บวร” ในพื้นที่ดำเนินงาน 6 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 20 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ด้วยกิจกรรม รักษ์บวร รักษ์ศีล 5 เปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ เยาวชน และประชาชน ได้ร่วมทำกิจกรรมธรรมยาตรา ถวายสังฆทาน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ส่งเสริมศีลธรรม รู้รักสามัคคี ฟื้นฟูวัฒนธรรมชาวพุทธให้กลับคืนสู่บ้าน วัด โรงเรียน อย่างยั่งยืน ฝึกให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลักธรรมอปจายนมัย ทำให้สังคมไทยสงบสุข ยั่งยืนด้วยบารมีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการฯ ได้ทางเว็บไซต์ www.gbnus.com หรือติดต่อทาง Call Center หมายเลข 02-831-1234 ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมกิจกรรมวันปิดโครงการฯ พิธีโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์และดอกทรัพย์บานชื่นถวายการต้อนรับคณะพระธรรมยาตรา 1,135 รูป เข้าสู่อนุสรณ์สถานลำดับที่ 7 “สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย” ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 15.00 น. พร้อมร่วมสั่งสมบุญในพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ ในวันเดียวกัน เวลา 18.00 น. ณ พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ โดยพร้อมเพรียงกัน. 🇹🇭 ชมภาพชุดที่ Link BlogSpot https://photoofdays.blogspot.com/2019/01/blog-post_691.html ชมภาพชุดที่ Link Facebook https://www.facebook.com/picturesofaday/photos/?tab=album&album_id=2174072822846029 ภาพโดย : ช่างภาพศูนย์ภาพนิ่ง ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุน สำนักสื่อ DMC #เดินธุดงค์ธรรมยาตรา #เส้นทางพระผู้ปราบมาร #ธรรมยาตราปีที่7 #ภาพดี ๆ ๐๗๒ #ภาพประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เส้นทางบุญ @Pathofboon

https://timeline.line.me/post/_delKuNfCJDE24gJhJ3bmfKIePxK8OnHWX1l45FQ/1154886158901029603

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon