พระธรรมยาตรา 1,135 รูป ถึงอนุสรณ์สถานฯ “สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย” วัดพระธรรมกาย – พุทธศาสนิกชนร่วมถวายการต้อนรับ และจุดประทีปธรรมฯ เนื่องแน่น - สิ้นสุดโครงการธรรมยาตราฯ ปีที่ 7 ด้วยความสุข สว่างไสว และปลื้มปีติใจกันถ้วนหน้า *******************************^^^^***^* วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562) เวลา 16.00 น. ณ อนุสรณ์สถานฯ ลำดับที่ 7 ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร “สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย” มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร ณ วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้พร้อมเพรียงกันมาร่วมถวายการต้อนรับคณะพระธรรมยาตรา จำนวน 1,135 รูป ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฏิบัติธรรม และสืบสานพุทธประเพณีการโปรยกลีบดอกเบญจทรัพย์ และดอกทรัพย์บานชื่น อันเป็นการแสดงความนอบน้อมและเคารพในพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ตามอย่างในพระไตรปิฎก ซึ่งกิจกรรมถวายการต้อนรับพระธรรมยาตราฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดสุดท้ายและในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 7 “รักษ์บวร รักษ์ศีล 5” เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ เนื่องในเทศกาลต้อนรับปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ในวันสุดท้ายของโครงการฯ หลังจากที่ได้ดำเนินกิจกรรมมาตลอดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562 รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 30 วันเต็ม จากนั้น ในวันเดียวกัน เวลา 19.00 น. ณ ลานธรรมพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ วัดพระธรรมกาย คณะพระธรรมยาตราฯ และพุทธศาสนิกชน จำนวนมาก ได้พร้อมเพรียงกันสั่งสมบุญปฏิบัติบูชาแด่พระรัตนตรัย ด้วยการจุดประทีปเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และกตัญญูบูชาแด่มหาปูชนียาจารย์ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร โดยพิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการกราบบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล ฟังโอวาทจากประธานสงฆ์ จุดประทีปธรรมฯ ปฏิบัติธรรม อธิษฐานจิตแผ่เมตตา และเจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ ร่มเย็น และสว่างไสว อันนำมาสู่ความสุข และความปลื้มปีติใจของผู้เข้าร่วมงานฯ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า “นับเป็นเวลา 30 วันเต็ม แห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ที่คณะพระธรรมยาตรา จำนวน 1,135 รูป พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ฯ และพุทธศาสนิกชนในชุมชนต่างๆ ตลอดเส้นทางธรรมยาตราฯ ทั้ง 6 จังหวัด เป็นจำนวนมากมาย ได้ร่วมกันสั่งสมบุญ เสริมความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน ร่วมปฏิบัติธรรมตามพุทธวิธีตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อคณะพระธรรมยาตราฯ เนื่องด้วยทุกรูปได้หล่อหลอมปฏิบัติธรรมร่วมกันอย่างเต็มที่ ได้ใช้การธรรมยาตราฯ เป็นบทฝึกในการสร้างความบริสุทธิ์จากภายนอกสู่ภายใน ตามรอยอนุสรณ์สถานฯ ทั้ง 7 แห่ง ในเส้นทางพระผู้ปราบมาร น้อมนำข้อวัตรปฏิบัติและคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ มามุ่งอบรมตนให้เป็นพระแท้ยิ่งๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชน ทำให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ได้เห็นได้ร่วมทำกิจกรรมสร้างบุญกุศลในทางพระพุทธศาสนากับคณะพระธรรมยาตราฯ นับพันรูป ต่างมีความสุขกาย สุขใจ ปลื้มใจ ก่อเกิดเป็นความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรม เกิดกระแสในการศึกษา รักษา และสืบทอดพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กัน อันส่งผลเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม ให้เกิดความรุ่งเรืองและมั่นคงยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งตลอดการดำเนินงานนอกจากการปฏิบัติธรรมตามหลักสูตรโครงการฯ แล้ว คณะพระธรรมยาตราฯ คณะศิษยานุศิษย์ฯ นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ ยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ด้วยการสานสัมพันธ์ตามหลักบวร ทำกิจกรรมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการทำความสะอาดวัดและเสนาสนะต่างๆ รวมจำนวน 40 วัด พร้อมทั้งจัดให้มีพิธีถวายมหาสังฆทานแด่วัดในพื้นที่ 6 จังหวัด รวมจำนวน 306 วัด พิธีทอดผ้าป่าบำรุงวัดในพื้นที่จำนวน 40 วัด และจัดให้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาเพื่อการส่งเสริมศีลธรรมแก่นักเรียน รวมจำนวน 30 แห่ง ตลอดเส้นทางธรรมยาตราฯ จึงต้องกราบขอบพระคุณในความเมตตาของเจ้าคณะพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์ ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาบุญกับผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน พุทธศาสนิกชน คณะศิษยานุศิษย์ฯ และองค์กรภาคีทุกท่านทุกภาคส่วน ที่ให้ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้การดำเนินโครงการฯ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ด้วยดียิ่ง กล่าวได้ว่า ผลบุญเป็นของทุกท่าน ผลงานเป็นของทุกคน” ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2248855975153989&id=1124585667581031 Cr:ข่าวบุญใจสว่าง เส้นทางบุญ @Pathofboon

https://timeline.line.me/post/_delKuNfCJDE24gJhJ3bmfKIePxK8OnHWX1l45FQ/1154893483701028749

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon