วิบากกรรม ดื่มแล้วขับ เสี่ยงแล้วเรื่องยาวแน่ ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองใกล้เข้ามา เชื่อว่า ทุกคนก็อยากมีความสุขในช่วงเวลานี้ แต่บางครั้งความสุขผสมความคึกคะนองจากการดื่มเพียงชั่วคราว อาจทำลายความสุขของเวลาที่เหลือของคุณได้ ต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์จากผู้ชายคนหนึ่งที่ดื่มแล้วขับซึ่งจะทำให้คุณรู้ว่า ถ้าดื่มแล้วขับ เรื่องไม่จบง่าย ๆ อย่างแน่นอน ในคืนวันปีใหม่ นายแมน (ชื่อสมมติ) นัดเพื่อนไปสังสรรค์ที่ผับแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เขาคิดว่าผับอยู่ไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจขับรถไปเองเลยสะดวกกว่า เมื่อไปถึงนายแมนพบว่าเพื่อน ๆ เริ่มนำไปแล้ว เขาจึงรีบสั่งเบียร์ และดื่มไล่ตามเพื่อนทันที แค่นี้นายแมนก็พลาดแล้ว เพราะ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับล่าสุด กำหนดไว้ว่า หากใครก็ตามขับขี่ แล้วถูกตรวจพบว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่าเมาแล้วขับ ซึ่งอาจโดนปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือจำคุกนานถึง 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ยิ่งถ้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ โทษปรับจะสูงสุดถึง 200,000 บาท และโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และนายแมนอย่าได้คิดเชียวว่า ตัวเองจะเอาอยู่ เพราะวาระสังสรรค์แห่งชาติแบบนี้ กินยังไงก็เกิน ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธี ก่อนกลับ ซัดน้ำเยอะ ๆ เข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ไม่เกินแน่ นายแมนหันมาโวกับเพื่อนที่ทักว่า จะดื่มทั้งทีขับรถมาทำไม คนเราพอกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ยังไงก็พลาดต่อไป เพราะถ้าดื่มแล้วขับจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้เสียหาย ผู้เสียหายมิสิทธิร้องขอให้มีการตรวจเลือดเพื่อหาแอลกอฮอล์จากผู้ขับขี่ รับรองว่า ถ้าดื่มแล้วขับ ยากที่จะรอดกฎหมายไปได้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอ ๆ กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นในร่างของนายแมน ชายกลุ่มนี้ตัดสินใจคิดเงินเพื่อจะกลับบ้าน นายแมนนั้นกำลังได้ที่ เพื่อน ๆ จึงชวนกลับแท็กซี่เพื่อความปลอดภัย เฮ้ย กลับเองได้ ระดับไหนแล้ว สบาย ๆ เอาอยู่โว้ย นายแมนโวลั่นร้าน ก่อนจะบึ่งรถกลับบ้านทันที แมนเอ๋ย ก็เตือนแล้วไงว่า ไม่รอด นายแมนถูกจับตรวจแอลกอฮอล์ตรงด่านที่แยกก่อนถึงบ้าน ซึ่งแน่นอนแทบไม่ต้องลุ้นผลตรวจ ผลตรวจเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ครับ เราคงต้องขอจับกุมคุณข้อหาเมาแล้วขับนะครับ เจ้าหน้าที่แจ้งผล โห ขนาดนั้นเลยเหรอครับ อีกนิดเดียว ผมก็จะถึงบ้านแล้วนะครับ แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ นายแมนโอดครวญ เจ้าหน้าที่ชี้แจงขั้นตอนทางกฎหมายที่นายแมนต้องเจอ ซึ่งถ้าไม่มีเงินประกัน แทนที่จะได้กลับไปนอนที่บ้าน นายแมนอาจต้องไปนอนในคุกถึง 2 คืนเลยทีเดียว อะไรเนี่ย แค่กินเหล้าเอง มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะ ไม่ได้ไปทำร้ายอะไรใครสักหน่อย นายแมนคงไม่รู้ใช่ไหมว่า เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา มีการเกิดอุบัติเหตุถึง 3,841 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 423 ราย และบาดเจ็บ 4,005 ราย ซึ่งมีคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจากสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ จำนวน 6,677 คดี และแบ่งเป็น ขับรถขณะเมาสุราสูงถึง 6,030 คดี คิดเป็นร้อยละ 90.31 สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ดื่มแล้วขับ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นและไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ดื่มแล้วขับจะทำให้หนทางกลับบ้านของคุณยาวนาน และยุ่งยากขนาดไหน ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะขับ อย่าดื่ม หรือเลิกดื่มไปได้เลยยิ่งดี ระยะยาวทำให้เสียสุขภาพร้ายแรง เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ จะได้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีสำหรับตัวคุณ และคนรอบข้าง #แชร์ข่าวสารดีๆ ได้ที่ #winnews Instagram : winnews.tv_ facebook : winnews.tv twitter : winnews_tv LINE @ : http://line.me/ti/p/%40winnews และคลิกที่ Home จ้า

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1154582557705047566

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon