“ส่งใจไปในพระพุทธเจ้า” การน้อมใจไปในพระพุทธเจ้า แล้วกระทำการบูชา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทางมาแห่งมหากุศลทีเดียว เป็นทางมาแห่งความสุข และมหาสมบัติทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย การที่เราส่งใจไป ในพระพุทธเจ้าบ่อยๆ สม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง และต้องทำให้เป็นปกตินิสัย เราจะได้รับอานิสงส์ใหญ่ กระทั่งได้บรรลุมรรคผลนิพพาน บันทึกธรรมคุณครูไม่ใหญ่ **********************************^^^*** ทบทวนโอวาท (ปิดแผ่นทองยอดโดม พระมหาธรรมกายเจดีย์)   ~~~~~•••~~~~~ “ พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์” • สำคัญมากนะ...แต่เมื่อ มองพระมหาธรรมกายเจดีย์แล้ว ยังสว่างไสว ไม่ทั่วทั้งหมด บริเวณยอดโดมยังสว่างไม่ทั่วทั้งเจดีย์ • เราจึงต้องมาทำบุญ แผ่นทองไปปิดยอดโดมของพระมหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อลบเงาดำ ๆ ออกไป ให้มีแต่ความสว่างไสวทั่วทั้งหมด • ซึ่งตอนนี้เกือบจะเต็มแล้ว หากใครได้ทำบุญ “ แห่งความสว่างไสว”...นี้ - กายจะมีรัศมี - โหวเฮ้งก็จะดี และ - ชีวิตก็จะมีรัศมีด้วย • “ชีวิตที่มีรัศมี”...คือ เส้นทางการสร้างบารมี ที่สว่างไสว เราควรมี ความคิดเช่นนี้ว่า “ชีวิตของเราต้องมี      รัศมีไปรอบตัว”...คือ • ชื่อเสียงและบุญบารมี ของเราแผ่กว้างขจร ขจายไปรอบทิศ • ผู้มีบารมี...ชีวิตมีรัศมี จะเริ่มจากการอัญเชิญ แผ่นทองปิดบนยอดโดมพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ • หากเราได้ทำ     ก็เท่ากับว่า “ เราได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าถึงหนึ่งล้าน        พระองค์เชียวนะ ” คือ บูชาธรรมท่าน  อย่างน้อยต้องอย่างนี้ เริ่มต้นจากพระหนึ่งล้าน องค์แรก จนกระทั่งไปถึง นับอสงไขยพระองค์ ไม่ถ้วน  อย่างนี้จะไม่ เรียกว่า.... “ชีวิตมีรัศมีได้อย่างไร” • เราจะหนีคำนี้ไม่พ้น...    คือจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น • เทวดาได้ทราบข่าวบุญนี้       ต่างก็อนุโมทนากัน   เต็มแล้ว เพราะมาสวด    ธรรมจักรกัน เต็มหน้า    พระมหาธรรมกายเจดีย์    เลย •ใครที่ทำบุญ 100 แผ่นจะได้เป็นผู้อัญเชิญแผ่นทอง ไปประดิษฐานบนยอดโดม ซึ่งจะนำไปติดเป็นปฐมเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2562 นี้ จำนวน 9 แผ่นแรก มีความหมายว่า นวโลกุตรธรรม มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 เพราะฉนั้น ใครเป็นเจ้าของบุญ ก็จะได้บรรลุธรรม ปิดยอดโดมจะเป็นยอดคน ยอดมนุษย์ • จะมีแถวสำหรับผู้มีบุญ    อัญเชิญแผ่นทองนี้    ทั้งหมด 9 แถว • ผู้ที่ได้ทำบุญนี้ทุก ๆ คน   จะมีชีวิตที่”มีรัศมี”   ชีวิตที่ “มีรัศมี”...จะแผ่   กระแสธารแห่งบุญไป   รอบตัวเรา ประดุจดวง   อาทิตย์ที่สว่างไปรอบทิศ • ชื่อเสียง เกียรติคุณ   ของเรา จะแผ่ขจรขจาย   ไปรอบทิศ • บารมีของเรา ก็จะ    แผ่ขจายไปรอบทิศ เทวดา พรหม อรูปพรหม ทั้งหลายก็จะอนุโมทนาบุญ และแผ่ขจรขจายกันไป รอบทิศ...และก็จะ • รวยไปรอบทิศ   ไม่ใช่รวยเฉพาะทิศ   เบื้องหน้า จะหันไป   ทางไหนก็จะเจอแต่   ความรวย แปลว่า “เราหนีความรวยไม่พ้น” เขาเรียกว่า.... “รวยรอบทิศ” อย่างนี้ จึงเรียกว่าชีวิต”มีรัศมี” เพราะรวยรอบทิศ เรามาทำความสำเร็จ ให้บังเกิดขึ้น * ภายใน 7 วันนี้* • บุญนี้เป็นบุญใหญ่ ที่หาได้ยาก เพราะ เมื่อ มองพระมหาธรรมกายเจดีย์ แล้ว สว่างไม่ทั่วทั้งหมด เห็นแล้ว ทำใจไม่ได้...ทำไมถึง สว่างไม่ทั่วทั้งเจดีย์ ข้างบนบริเวณยอดโดมทำไมจึงไม่สว่าง เราจะปล่อยให้มีรัศมี ไม่ทั่วแบบนี้ทำใจไม่ได้ • ด้วยเหตุฉะนี้แล...จึงขอเชิญผู้มีบุญทั้งหลาย รีบมาเอาบุญนี้กัน เจดีย์นี้จะได้สว่างไสว ตลอดเวลา ไม่มีวันหมอง มีแต่สดใส แล้วชีวิตเรา จะมีรัศมีไปด้วยกัน • เวลาเราไปสวดธัมมจักร เมื่อมององค์พระบน ยอดโดม พระมหา ธรรมกายเจดีย์ เห็นเปล่งรัศมีสีทอง จะยิ่งปลื้ม ปลื้มแล้ว จะทำให้รวย... • ซึ่งคำว่า ชีวิตจะมีรัศมี เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ของโลก และหมู่คณะ ของเราจะเป็นทีมแรก ของโลกที่ “ชีวิตมีรัศมี” ด้วยการสร้างบารมี ตั้งแต่ต้นปี โดย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ~ ปีกุนจะรวยรวด ~ ปีชวดจะรวยหลาย ตอนนี้ ขอประเดิมแล้ว หนึ่งพันแผ่น และ แบ่ง บุญให้ คนละนิดๆ ถ้าอยากได้เนตๆ ก็ต้อง ทำเอง จะเปิดโอกาสให้ ผู้ที่มาภายหลัง ที่ไม่ได้ สร้างเจดีย์ ตั้งแต่กลั่น แผ่นดิน ให้มีส่วน ในบุญนี้ ดังนั้น ต้อง ให้เสร็จภายใน หนึ่งสัปดาห์ นี้ เพียงเท่านี้ก็จบแล้ว จะได้ปลื้มไปด้วยกัน📌 🌹🌺🌺🌸🌸🌹 Cr : หิ่งห้อยส่งข่าว...        ....ดาวส่งสาร ( 24 ธ.ค.61 : 18.00น.)       🕊🕊🕊🕊🕊🕊 เส้นทางบุญ @pathofboon

https://timeline.line.me/post/_delKuNfCJDE24gJhJ3bmfKIePxK8OnHWX1l45FQ/1154569007101028385

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon