ไม่อยากไปโรงเรียน!! พอล: หม่าม้า วันนี้พอลไม่อยากไปโรงเรียนเลย จริงๆนะ ไม่ไปนะ พอลไม่ชอบไปโรงเรียน หม่าม้า: แล้วถ้าวันนี้ไม่ชอบไป พรุ่งนี้พอลจะชอบไปเหรอลูก? พอล: พรุ่งนี้ไปก็ได้ แต่วันนี้ไม่ไป พอลจะไม่ไปโรงเรียน หม่าม้า: ไม่ได้ลูก พอลมีหน้าที่ต้องไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่โรงเรียนทุกๆวัน พอลก็จะได้เก่งขึ้น เก่งขึ้นไง พอล: พอลไม่ชอบโรงเรียน!! (เข้าห้อง ปิดประตู ร้องไห้ดังมาก) หม่าม้า: (เป็นห่วงมาก รู้จากที่พอลเล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนแกล้งและครูไม่เข้าใจ แต่ต้องให้เวลาเค้าปลดปล่อยอารมณ์เสียใจโดยลำพัง สักพักนึงก่อน... สงสารจับใจเลย...) พอล: (เดินออกจากห้องมานั่งร้องไห้ต่อที่โซฟา) หม่าม้า: (เดินเข้าไปกอด เงียบๆ ไม่พูดอะไร สักพัก)..... หม่าม้ารู้ว่าพอลเสียใจ ไม่เป็นไรนะลูก หม่าม้าต้มโจ๊กเสร็จแล้ว เราไปนั่งกินโจ๊กกันเนอะ... พอล: (สะอื้นแล้วปาดน้ำตา..) มีแอ๊ปเปิ้ลไม๊? พอลอยากกิน หม่าม้า: มีสิ เดี๋ยวพอลไปนั่งก่อนนะ หม่าม้าจะเอามาให้ พอล: (อาการดีขึ้นมาก กินโจ๊กอย่างอร่อย สักพัก) .... หม่าม้า: พอล หม่าม้ามีนิทานจะเล่าให้ฟัง พอลกินไปฟังไปนะ พอล: ได้ๆ หม่าม้าเล่าเลย หม่าม้า: มีเด็กคนนึงนะ กลัวหมาบ้า กลัวมากจนไม่กล้าเดินผ่านเลย เวลาเห็นหมาบ้าก็ต้องวิ่งหนีทุกครั้ง หมาบ้าเห็นว่าเด็กคนนี้กลัว มันก็จะรอให้เด็กคนนี้เดินมาแล้วก็หลอกให้ตกใจ เด็กก็ร้องไห้ วิ่งหนีไปทุกครั้ง หมาบ้ารู้สึกดีใจ ที่มีอำนาจ ทำให้เด็กกลัวได้ มันก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้แกล้งเด็ก แต่เด็กกลับทุกข์ใจ ไม่มีความสุขทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน แม่ของเด็กเลยเข้าไปคุยกับเด็ก แม่รู้ว่าลูกกลัวหมาบ้า แต่จำไว้นะ ลูกมีเลือดนักสู้ของแม่ครึ่งหนึ่งในตัวลูก แม่มั่นใจว่า ลูกจะกล้าหาญ ในเวลาที่ต้องเจอกับหมาบ้า ให้ลูกจ้องตามัน แล้วบอกมันว่า ฉันไม่กลัวแกหรอก!! ลองทำดูนะลูก เชื่อแม่สักครั้งนะ ในวันต่อมา หมาบ้าที่คอยจะแกล้งเด็ก พยายามเดินเข้าไปหาเด็กคนนั้น แต่คราวนี้แปลกไป เด็กไม่วิ่งหนีอย่างทุกครั้ง แต่เด็กจ้องตามัน ไม่แสดงความกลัวออกมาอย่างทุกครั้ง หมาบ้าเลยกลัว และวิ่งหนีไปในที่สุด ตั้งแต่นั้นมา หมาบ้าก็ไม่กล้าออกมาแกล้งเด็กอีก พอล: (น้ำตาซึม) พอลมีเลือดนักสู้ของหม่าม้าจริงๆเหรอ? หม่าม้า: (ลูบหัว..) จริงครับ.. พอลมีเลือดนักสู้ทั้งของหม่ามี๊และหม่าม้า อยู่ในตัวพอลครึ่งหนึ่งเลยนะ พอลไม่รู้หรอกว่าเราสองคนต้องสู้กันมาขนาดไหน กว่าจะมาถึงวันนี้ เราผ่านอะไรมาตั้งมากมาย สิ่งต่างๆที่เข้ามา เป็นบทเรียนให้เราเข้มแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ เราเปลี่ยนหมาบ้าไม่ได้ เพราะมันบ้า แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ ถ้าเรากลัว เรายอมให้มันมาควบคุมเราได้ เราก็ต้องยอมมันตลอดไป ที่หมามันบ้า เพราะมันไม่มีความสุขในชีวิต มันเลยทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นมีความสุข คนแบบหมาบ้า มีอยู่เยอะมาก พอลโตขึ้นพอลจะรู้ว่า เราหนีคนพวกนี้ไม่พ้นหรอก เราต้องมีวิธีที่ดีในการรับมือกับมัน พอลเข้าใจที่หม่าม้าพูดไม๊ลูก? พอล: พอลเข้าใจที่หม่าม้าพูด... (เดินมากอด).. ขอบคุณครับที่สอนพอล หม่าม้า: ส่วนเรื่องที่โรงเรียน หม่าม้าจะคุยกับคุณครูตอนหลังเลิกเรียนนะลูก แต่ตอนนี้พอลต้องไปโรงเรียนก่อนนะ พอล: โอเค... หม่าม้า: ดีมากลูก เด็กดีของหม่าม้า 😘 พ่อแม่ไม่สามารถโอบอุ้ม ปกป้องลูกได้ตลอดไป แต่การสอนให้ลูกลุกขึ้นเผชิญหน้ากับปัญหา แก้ไขมันด้วยตัวเอง จะสร้างให้เขามีความภูมิใจในตัวเอง การแสดงให้เห็นว่า เรายังอยู่กับเขาในวันที่เขาต้องการการปลอบใจ สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีไหล่ให้เธอพิง มีมือคอยซับน้ำตา รักและจะอยู่ข้างๆลูก ตลอดไป ❤ ................ ป.ล 1. หากตามใจลูก ให้หยุดเรียน คงจะไม่ได้ปรับความเข้าใจกับลูกแบบนี้ และลูกก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย นอกจากการอาละวาด ร้องไห้ แล้วได้หยุดเรียน ป.ล 2. การให้เวลาส่วนตัว ให้ลูกได้ระบายสิ่งต่างๆที่อยู่ในใจ แม้ว่ามันจะดูเหมือนใจร้าย ใจแข็งเกินไป แต่คนทุกคนก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เวลาส่วนตัว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ป.ล 3. รูปประกอบเรื่อง คือ ร้องไห้ที่ลูกโป่งในมือลอยหายไป ตอนนั้น 4 ขวบครับ cr.หม่าม้าน้องพอล ปล.1 จากผู้แชร์ แนะนำน้องพอลสร้างเครือข่ายคนดี ผูกมิตรเยอะๆ ด้วยหลักสังคหวัตถุ4 (แบ่งปัน พูดไพเราะ ช่วยเหลือผู้อื่น ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย) เมื่อเรามีเพื่อนดีๆเยอะ คนไม่ดีจะได้ไม่กล้าทำอะไรเรา และเป็นการฝึกน้องให้เป็นเด็กเก่งและดีด้วย ปล.2 แต่เอาจริงๆ อยากให้เปลี่ยนตัวละครในนิทานจากหมาบ้าเป็นตุ๊กแก เพราะกลัวน้องไปเจอหมาบ้าจริงๆ แล้วไปจ้องมัน ถ้ามันกัดจริงๆขึ้นมาละยุ่งเลย

https://timeline.line.me/post/_dZFjKtVJVJDKI1RAsd6CDa3fFXLWcWPCxHm4KDM/1154334304005047545

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon