https://timeline.line.me/post/_dUIfYSIbWOIe8FhyyTkvrMjivEdlIoDjKnQC0yA/1153787585804032100

นางสิริมา... โสเภณีผู้บรรลุธรรม . . ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองเวสาลี เป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาล เศรษฐกิจการค้าเจริญรุ่งเรืองมาก . . สิ่งที่น่าสนใจคือ หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองนี้ คือโสเภณีชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อนางอัมพปาลี ถูกแต่งตั้งเป็นนาง “นครโสภิณี” คือเป็นหญิงงามเมืองหรือโสเภณีประจำเมืองเวสาลี . . เรียกว่าความงามของนาง สวยสะคราญโฉมหาผู้ใดเทียบได้ยาก มีศิลปะวิทยาการชั้นสูง ร้องเพลงเพราะ ฟ้อนรำสวย เอาใจเก่ง เข้าใจการปรนนิบัติผู้ชายเป็นอย่างดี . . ทำให้ค่าตัวนางสูงมาก ผู้ชายใดอยากครอบครองนาง ต้องจ่ายค่าตัวสูงถึง 50 กหาปณะ หรือคิดเป็นเงินบาทคือ 130,000 บาท! . . เรียกได้ว่าต้องเป็นระดับเศรษฐีเท่านั้น ถึงจะครอบครองนางได้ . . สมัยนั้น เหล่าเศรษฐีที่เป็นชายฉกรรจ์ กระทั่งกษัตริย์เมืองน้อยเมืองใหญ่ ต่างมีความฝัน มีความปรารถนา ที่อยากมาสัมผัสนางซักครั้งในชีวิตทั้งนั้น ทำให้มีพ่อค้านักธุรกิจมากมาย เดินทางมาที่เวสาลี เพื่อได้ร่วมอภิรมย์กับนาง . . กลายเป็นนำพาให้เศรษฐกิจการค้าการขาย พลอยรุ่งเรื่องเติบโตขึ้นมาด้วย เพราะนางอัมพปาลี เป็น magnet นั่นเอง . . ว่ากันว่า หนึ่งในแขกของนางอัมพปาลี คือพระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์ เห็นเวสาลีเจริญเพราะมีนางนครโสภิณี จึงเอาไอเดียไปใช้ที่เมืองของตัวเองบ้าง . . กลับเมืองไป ประกาศตามหาหญิงงามที่สุด ก็ได้สตรีสาวสวยมีเสน่ห์คนหนึ่ง ชื่อนางสาลวดี เป็นนางนครโสภิณีคนแรกแห่งเมืองราชคฤห์ . . นางสาลวดี ถูกฝึกถูกเทรนศิลปะวิทยาการต่างๆ ด้วยพื้นฐานทุนเดิมนางสวยมากอยู่แล้ว พอโดนฝึกเคี่ยวกรำอย่างหนักจนเป็นผู้หญิงที่มีงามพร้อม ทั้งสวยทั้งฉลาดทั้งมารยาทงาม เล่นดนตรีเก่ง ร้องเพลงไพเราะ พูดจามีเสน่ห์ . . ทำให้นางค่าตัวแพงกว่านางอัมพปาลีอีก คือใครอยากเชยชมนาง ต้องจ่ายขั้นต่ำถึง 100 กหาปนะ หรือเกือบ 260,000 บาท!! แพงกว่านางอัมพปาลีถึง 2 เท่า! . . จากคนฐานะธรรมดา กลายเป็นร่ำรวยเงินทองขึ้นมา นางเลยใช้ชีวิตประมาท ทำให้ตัวเองเผลอผิดพลาด ปล่อยตัวเองตั้งครรภ์ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของอาชีพนาง ถ้าให้ใครรู้ ความ popular ของนางก็จะลดลง . . นางจึงปิดบังไว้ พอเด็กคลอดออกมาเป็นผู้ชาย ก็รีบให้สาวใช้เอาไปทิ้งทันที แต่เด็กผู้ชายนั้นกลับมีบุญ มีเจ้าชายมาเจอ เลยเก็บไปเลี้ยง เด็กน้อยผู้ถูกทิ้งคนนั้น โตขึ้นมาสนใจศึกษาการแพทย์ จนสุดท้ายกลายเป็น หมอชีวกโกมารภัจจ์ หมอที่เก่งที่สุดในพระไตรปิฎก เป็นหมอประจำตัวพระพุทธเจ้า . . กลับมาที่นางสาลวดี พอทิ้งลูกไปแล้ว ก็กลับมาเป็นหญิงงามเมืองเหมือนเดิม มีแขกเหรื่อไปมาหาสู่ไม่ขาด แต่สุดท้ายนางก็พลาดท้องอีก . . แต่คราวนี้ลูกออกมาเป็นผู้หญิง นางคิดว่าไหนๆนางก็เริ่มแก่ละ เลี้ยงเด็กคนนี้ไว้สืบทอดตำแหน่งนางนครโสภิณีของนางดีกว่า นางเลยเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า “นางสิริมา” . . พอเติบใหญ่ นางสิริมาก็ครองได้ตำแหน่งนางนครโสภิณีแห่งเมืองราชคฤห์ต่อจากแม่ของนางสมใจ . . นางสิริมาเป็นสตรีที่งามล้นเหลือยิ่งกว่าแม่ของตน ความงามของนาง ถูกว่ากันว่างามจนใครเห็นก็เป็นต้องตกตะลึง อีกทั้งโตขึ้นมากับแม่ที่เป็นโสเภณีที่งามและค่าตัวแพงที่สุดในชมพูทวีป จึงได้รับการถ่ายทอดวิชาในทุกแง่ทุกมุม ทุกเทคนิคเคล็ดลับในการเป็นโสเภณีตั้งแต่ยังเด็ก . . ด้วยความครบทั้งภายนอกภายในแห่งความเป็นโสเภณีจึงทำให้นางมีค่าตัวสูงถึง 1,000 กหาปณะ หรือ 2.6 ล้านบาท!! แพงกว่าแม่ของนาง นางสาลวดีถึง 10 เท่า! . . จะได้เชยชมนางครั้งหนึ่ง ต้องจ่ายถึง 2.6 ล้านเลย นางจึงเป็นมหาเศรษฐีณีผู้ร่ำรวย บ้านไม่รู้ใหญ่แค่ไหน แต่ใหญ่พอที่จะมีบริวารคนรับใช้ถึง 500 คน! . . จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ Job ใหญ่ครั้งหนึ่งที่นางออกงาน ในลักษณะที่ค่อนข้างประหลาดคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นางอุตตรา มาจ้างนางสิริมาให้ไปบำเรอสามีตัวเอง เป็นงานเหมา 15 วัน 15 คืน ซึ่งต้องจ่ายสูงถึง 15,000 กหาปณะ หรือ 39 ล้านบาท! . . สาเหตุที่นางอุตตราทำเช่นนั้น คือพื้นฐานเดิมทางเกิดในครอบครัวที่ใจบุญสุนทาน จิตใจใฝ่หาทางธรรมมาโดยตลอด เคยฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า พ่อแม่ของนาง รวมทั้งตัวนางอุตตราเองก็บรรลุธรรมระดับโสดาบัน . . แต่พอแต่งงานมาในครอบครัวเศรษฐีเหมือนกัน บ้านสามีโดยเฉพาะตัวสามี เป็นคนไม่ใส่ใจธรรมะเลยแม้แต่น้อย ใช้เงินกินบุญเก่าวาสนาเก่าไปวันๆ และปฏิเสธไม่ให้นางอุตตราทำบุญทำทานใดๆทั้งสิ้น นางเลยไม่เคยได้ตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม เหมือนตอนก่อนแต่งงาน . . นางอุตตราจึงขอสามี จะจ้างนางสิริงาม หญิงงามที่สุดในเมืองด้วยเงินของพ่อแม่ตัวเอง มาปรนนิบัติสามี 15 วัน และขอช่วงเวลานี้ จะนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาต และถือศีลแปด ปฏิบัติธรรมที่บ้าน . . สามีได้ยินชื่อเสียงความงามของนางสิริมามานาน เลยไม่ปฏิเสธ ยิ่งเจอตัวจริงยิ่งหลงใหล และขอบใจภรรยายิ่งนัก . . นางสิริมาก็มาบริการท่านเศรษฐีสามีของนางอุตตรา สามีก็เบิกบานกาย นางอุตตราก็เบิกบานใจ เพราะได้ทำบุญใส่บาตร นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอด 15 วัน ได้ถือศีลอุโบสถปฏิบัติธรรมสมดังตั้งใจ . . วันเวลาผ่านไปจนถึงใกล้วันท้ายๆ นางสิริมาด้วยอยู่มาหลายวัน อยู่ๆเลยเกิดความหึงหวง อยากเป็นใหญ่ในเรือนแทนนางอุตตรา เลยตรงเข้ามา ตักน้ำมันร้อนๆจะมาราดนางอุตตรา . . นางอุตตราเห็นดังนั้น จึงรีบทำสมาธิรีบเข้าฌานในจังหวะเร่งด่วนและเฉพาะหน้าสุด ทำจิตรวมเป็นสมาธิเพื่อแผ่เมตตาไปยังนางสิริมา โดยอธิษฐานจิตในใจว่า . . “หญิงนี้เป็นสหายของเรา และเป็นผู้มีคุณกับเรา ถ้าไม่มีเขา เราคงไม่ได้ทำทานและฟังธรรมเช่นนี้ ถ้าเรามีความโกรธ ขอให้น้ำมันร้อนๆนั้นลวกเรา แต่เราถ้าไม่มีความโกรธ ขออย่าให้น้ำมันลวกเราเลย” . . สุดท้ายน้ำมันร้อนเดือดจัด ที่นางสิริมามาราดเทใส่หัวนางอุตตราก็กลายเป็นน้ำเย็น บ่าวไพร่นางอุตตรารีบเข้ามาจับตัวนางสิริมา และจะรุมทำร้ายให้จงหนัก . . นางอุตตรารีบเอาตัวเข้าไปขวาง ไม่ให้บ่าวไพร่รุมทำร้าย นางสิริมาเห็นดังนั้นก็รู้สึกตัว รู้สึกผิดสุดๆในใน เลยเข้าไปกราบที่เท้านางอุตตรา ขอโทษด้วยความรู้สึกอยู่เต็มหัวใจ อยากให้นางยกโทษให้ . . นางอุตตราบอกว่า... “พรุ่งนี้พระพุทธเจ้าจะเสด็จมารับบิณฑบาต ให้ไปขอโทษพระองค์แทน ถ้าพระองค์ยกโทษให้ เราก็จะยกโทษให้” . . รุ่งเช้าพอพระพุทธเจ้าเสด็จมาและทราบเรื่อง ทรงยกโทษให้นางสิริมา และทรงยกย่องนางอุตตราเป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศด้านยินดีในฌาน และเทศนาเป็นพระคาถาว่า . . “อักโกเธนะ ชิเน โกธัง อสาธุง สาธุน่ ชิเน ชิเน กะทะริยัง ทาเนนะ สัจเจนาลิกะวาทินัง” . . แปลเป็นไทยได้ว่า... พึงชนะคนโกรธด้วยความใจเย็น พึงชนะคนร้ายๆด้วยความดี พึงชนะคนขี้เหนียวด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหวด้วยการพูดความจริง . . จบเทศนานี้และพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงนางสิริมาก็บรรลุโสดาบันทันที กลับบ้านไป เลิกประกอบอาชีพโสเภณี เข้าทางธรรมะ รักษาศีล ปฏิบัติธรรท ใส่บาตรพระ 8 รูปทุกวันเป็นประจำ โดยถวายของอันประณีตที่สุดเท่าที่จะหาไก้ . . นางสิริมาทำแบบทุกวัน จนเวลาผ่านไป.. มีภิกษุรูปหนึ่ง คุยกับพระอีกรูปที่เพิ่งไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนางสิริมามา พระท่านนั้นเล่าถึงอาหารอันประณีตและความงดงามของนางสิริมา . . ภิกษุรูปนี้ แค่ได้ฟังเรื่องเล่า ฟังคำบรรยายความงามของนางสิริมา ก็เกิดความหลงรักแค่เพียงจากเรื่องเล่า ทั้งๆที่ยังไม่เห็นตัวจริง วันพรุ่งนี้เลยขอไปรับบิณฑบาตที่บ้านของนาง เพื่อได้เห็นนางสิริมาตัวจริงกับตาตัวเอง . . รุ่งขึ้น ภิกษุรูปนี้ก็ได้เดินทางไปรับบิณฑบาต แต่วันนั้นนางสิริมาไม่สบายหนัก แทบจะลุกจากห้องไม่ไหว แต่ก็พยายามลุกออกมา โดยที่หน้าตาไม่ได้แต่ง เพราะไม่ไหวจริงๆ . . ภิกษุผู้ลุ่มหลงยิ่งเห็นตัวจริงของนางก็ยิ่งหลงรัก คิดในใจว่า “ขนาดป่วยไม่สบาย ยังงดงามขนาดนี้ นี่ถ้าไม่เจ็บไข้ ได้แต่งตัวตามปกติ จะสวยงามปานนางฟ้าแค่ไหนเนี่ย” . . ภิกษุผู้นั้นก็เกิดราคะ ลุ่มหลงในนางสิริมา กลับกุฏิไปก็ไม่ฉัน ฉันอาหารไม่ลง ไม่ปฏิบัติกิจของสงฆ์ เอาแต่เฝ้าคิดถึงนางสิริมา ไม่กินไม่นอนอยู่หลายวัน . . ตัดกลับมาที่นางสิริมา วันนั้นนางไม่สบายหนักจริงๆ และการใส่บาตรในครั้งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายของนาง เพราะตกเย็นนางก็เสียชีวิตจากความเจ็บป่วย . . พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องภิกษุผู้ลุ่มหลง และการตายของนางสิริมา จึงขอให้เก็บศพนางสิริมาไว้อย่างดี ห้ามให้หมาให้นกมาแทะ . . จนเวลาผ่านไปถึงวันที่ 4 ศพเริ่มเน่าเหม็นส่งกลิ่นคละคลุ้ง มีน้ำหนองน้ำเลือดไหลออกมาตามทวารต่างๆ ผิวพรรณแตกและเริ่มร่างกายเริ่มพอง สภาพคือแทบดูไม่ได้ ใครเห็นเป็นจะอ้วก . . วันนั้นพระเจ้าพิมพิสารประกาศให้ชาวเมืองทุกคนมาประชุมกันที่หน้าศพนางสิริมา พระพุทธเจ้าและคณะภิกษุสงฆ์ก็เดินทางมาที่นี่ . . ภิกษุผู้ลุ่มหลงไม่รู้ว่านางสิริมาตายแล้ว ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปหา แค่ได้ยินคำว่า “สิริมา” เลยรีบผุดลุกจากกุฏิ เดินทางตามไปกับหมู่พระภิกษุ . . เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน พระพุทธเจ้าให้พระราชาประกาศขายศพนางสิริมา เท่ากับราคาค่าตัวของนาง 1 วันคือ 1,000 กหาปณะ ปรากฏไม่มีใครซื้อ . . เลยให้ประกาศลดลงเรื่อยๆ จาก 1,000 เหลือ 500 เหลือ 250 เหลือ 200 เหลือ 100 เหลือ 50 เหลือ 20 เหลือ 10 เหลือ 1 ก็ยังไม่มีใครเอา จนกระทั่งประกาศให้ฟรีๆเลย ก็ยังไม่มีใครเอา . . พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงเทศนาสั่งสอน โดยใช้ศพของนางสิริมาเป็นอุบาย ว่าให้ทุกคนดูนะ นี่คือผู้หญิงที่งามที่สุดของเมืองนี้ ใครจะเชยชมนาง ต้องจ่ายถึง 1,000 กหาปณะ แต่วันนี้พอนางตายไปแล้ว ผ่านเวลาไปแค่ไม่กี่วัน ความงามของนางสิ้นและเสื่อมลง ไม่เหลือเค้าเดิมความงามใดๆอีก และเมื่อหมดซึ่งความงามแล้ว ยกให้เปล่าๆก็ไม่มีใครเอาแม้แต่คนเดียว . . พอเทศนาจบ ภิกษุผู้ลุ่มหลงผู้นั้นก็บรรลุโสดาบัน ส่วนนางสิริมาพอตายไปก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นยามา และกลับมาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่หน้าศพของตัวเอง ได้บรรลุธรรมเพิ่มอีกสองขั้นเป็นระดับอนาคามี . . . . สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของนางสิริมา มี 3 อย่างด้วยกัน . . เรื่องแรกคือ คนเราต่อให้ทำผิดแค่ไหน เมื่อรู้ตัวแล้ว ยังมีโอกาสกลับตัว และเข้าถึงธรรมได้เสมอ ไม่มีคำว่าช้าหรือสายเกินไป . . นางสิริมาประกอบอาชีพที่ไม่ดีงามนัก หมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลข้อสามตลอดเวลา ถูกแม่เลี้ยงดูมาอย่างผิดทิศผิดทาง จนกระทั่งเกือบจะได้ฆ่าคนไปแล้ว . . แต่เมื่อรู้ตัวเองว่าหลงผิด แล้วกลับมาตั้งจิตในธรรม ไม่มีอะไรสายไปทั้งนั้น . . เรื่องที่สอง คือ อำนาจของกิเลส . . เราเรียนรู้จากภิกษุที่ลุ่มหลง เป็นภิกษุแท้ๆ อยู่ในเพศสมณะ แต่กลับปล่อยใจให้พ่ายต่อกิเลสราคะ . . อำนาจของกิเลสมีฤทธิ์แรงจริงๆ ขนาดสมณะเพศยังหลุดได้ แถมหลุดไปไกล คนธรรมดาอย่างเราๆ จึงต้องเฝ้าใจเราให้ดี อย่าปล่อยให้กิเลสมีอำนาจมาเหนือใจเราได้ . . เรื่องที่สามคือเรื่องความไม่เที่ยงของร่างกาย ร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง เป็นสิ่งที่เรายืมมาจากธรรมชาติชั่วคราว สุดท้ายต้องเสื่อมและสลายคืนธรรมชาติในที่สุด . . การเสื่อมของร่างกาย จริงเป็นเรื่องที่แน่นอนและธรรมดาที่สุดในโลกนี้ แต่หลายครั้งกับหลายคนที่เป็นทุกข์ เพราะอยากยึดไว้ ไม่อยากให้เสื่อม . . บางคนทุกข์เพราะหน้าเริ่มมีตีนกาขึ้น บางคนทุกข์เพราะเป็นโรคต่างๆที่เกิดจากร่างกายเสื่อมถอย บางคนทุกข์เพราะพยายามไปยื้อ ให้ร่างกายดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา บางคนก็ทุกข์ก็ไปยึดติดลุ่มหลงในกายของคนอื่น . . ร่างกาย เป็นสิ่งที่เสื่อมแน่นอน เดี๋ยวนี้มีศาสตร์ชะลอวัย แต่ก็ทำได้แค่ชะลอ เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องเสื่อมลง . . แทนที่เราจะทำใจและเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง และคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่มีใครหนีได้ มีแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น . . แต่พวกเรากลับ... พยายามฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติ และทุกข์กับความเป็นจริงของธรรมชาติ . . ความจริงที่เราเห็นอีกอย่างก็คือ... ต่อให้ร่างกายภายนอก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง สวยงามแค่ไหน พอตายไปไม่กี่วัน ทุกคนจะกลับมาหน้าตาเหมือนกันหมดอยู่ดี . . อยู่อย่างเข้าใจมัน เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความเป็นไป และอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย เจริญพร #เพจธรรมะย่อยมาแล้ว #ธรรมะดีๆที่ใครๆก็เข้าถึงได้ ===== #แอดไลน์ เพื่อไม่ให้พลาดทุกธรรมะดีๆ และบางทีไม่ได้โพสต์ในเฟสบุค คลิ๊ก >>> https://reff.in/e42e

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon