https://timeline.line.me/post/_dUIfYSIbWOIe8FhyyTkvrMjivEdlIoDjKnQC0yA/1153320771704032391

พี่โดนรถชน วันนี้คุณยุทธนา พุกอิ่ม ชื่อเล่นหนึ่ง อายุ38ปี กลับมาพร้อมกับมีเรื่องที่เราหลายคนอาจจะคิดว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หากใครสงสัยก็ไปสอบถามได้ที่ วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หน้าวัดพระธรรมกายเรื่องมีอยู่ว่า ปรกติแล้วคุณหนึ่งจะทำหน้าที่ ขับรถยนต์ของตนเอง พาผู้เขียนไปบิณฑบาตรทุกเช้าวันอาทิตย์ มายาวนานหลายปีแล้ว เมื่อหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่เห็นคุณหนึ่ง มารับไปพาบิณฑบาตรเหมือนแต่ก่อน แต่ส่งรถอีกคันมารับแทน ผู้เขียนจึงถามพระอีกรูปที่ท่านไปบิณฑบาตรด้วยกันว่า โยมหนึ่งหายไปไหน ท่านจึงตอบว่า คุณหนึ่งโดนรถจักรยานยนต์ชนที่คลองสาม พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หลายวันแล้วครับหลวงพี่ ตอนนั้นในใจก็คิดว่า คุณหนึ่งคงไม่เป็นไรแล้วจึงไม่ได้ตกอกตกใจอะไร จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลานับเดือน ที่คุณหนึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน คุณหนึ่งก็กลับมาพาผู้เขียนไปบิณฑบาตรได้เป็นปรกติอีกครั้ง แต่ที่ฝ่ามือยังคงทิ้งร่องรอยแผลที่เกิด จากท่อไอเสียรถคู่กรณีล้มทับมือ ทำให้ไหม้จนเห็นเนื้อยังแดงแดงเอาไว้ ในขณะที่คุณหนึ่งขับรถกลับจากบิณฑบาตรนั้น คุณหนึ่งก็ได้เล่าให้ฟังว่า ในวันพฤหัสสบดีที่11เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ลูกๆมาหาแล้วบอกว่าอยากจะไปปล่อยปลามี พี่ที่รู้จักกันเขามาชวน วันนั้นผมเห็นลูกมาชวน ผมไม่อยากขัดใจลูกจึงไปกันทั้งครอบครัว แล้วผมจึงได้พาครอบครัว ปล่อยปลาและถวายสังฆทานด้วยอีกชุดหนึ่ง เราทุกคนปลื้มกันกลับมาเลยครับ จากนั้นแล้วผมก็กลับมาวิ่งวิน รับ- ส่ง ผู้โดยสาร อยู่ที่หน้าวัดพระธรรมกาย ผมเป็นคนขยันครับ เช้าใชัรถยนต์รับพระบิณฑบาตร ตอนสายก็ใช้รถจักรยานยนต์วิ่งวินทุกวัน วันเกิดเหตุครับหลวงพี่ คุณหนึ่งเล่าแบบไม่ต้องคิด เพราะทุกอย่างติดอยู่ในใจว่า ถัดจากปล่อยปลามาอีกห้าวัน วันนั้นเป็นวันอังคารที่16พฤษภาคม ขณะที่ขับรถจักรยานยนต์ ออกจากบ้าน ผ่านวัดป่าห้าพระองค์ เพื่อมาถนนคลองสาม เมื่อถึงถนนคลองสาม ผมก็จอดรอเพื่อข้าม จากฝั่งคลองสาม เพื่อมาวิ่งเรียบคลองแอลสอง จากนั้นจะทะลุมาถนนคลองหลวง แล้วเลี้ยวซ้าย ถึงไฟแดงแล้วเลี้ยวขวา เข้าวินที่อยู่ด้านหน้า วัดพระธรรมกาย คุณหนึ่งพูดตามแผนที่การเดินทาง ผู้เขียนอยู่บริเวณนั้นจึงนึกภาพ ตามได้ทั้งหมด ผมขับรถมาถึงทางข้าม ตรงนั้นเป็นทางม้าลาย ผมจึงจอดรถเพื่อรอข้ามฝั่ง รถวิ่งกันเยอะ ไป-มา ผมรออยู่นานมากครับ ผมจึงยกมือเพื่อส่งสัญญาน ให้รถที่วิ่งหยุดก่อน ตนเองจะได้ขับรถจักรยานยนต์ข้ามไปอีกฝั่งบ้าง เพื่อไปวิ่งเรียบคลองแอลสอง เหตุผลเพราะเรียบคลองรถไม่เยอะ และเป็นทางที่ผมใช้อยู่เป็นประจำครับ ตอนนั้นผมเห็นว่ารถทุกคันจอดแล้ว ผมจึงขับรถจักรยานยนต์ข้ามฝั่ง ผมขับข้ามใกล้จะพ้นถนนอยู่แล้วนะครับหลวงพี่ ก็มีรถจักรยานยนต์คันนึงสีแดง วิ่งแซงซ้ายขึ้นมาแล้วชน รถผมกลางลำ อย่างจัง เป็นช่วงที่พักเท้าหลัง พอโดนชนแล้ว ตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าผมโดนรถชน ผมจึงขับรถไปเรื่อยเรื่อย เป็นปรกติ ปลายทางคือวินจักรยานยนต์รับจ้าง หน้าวัดพระธรรมกาย กระทั่งขับมาถึงหน้าโรงเรียนวัดเกิดการอุดม ก็ได้ยินเสียงพูดว่า เฮ้ย! จะไปไหน กลับไปที่เดิม ในตอนออกจากบ้านผมใส่เสื้อวินมาด้วย ผมจึงคิดว่าเสียงเรียกนั้น คงจะเรียกใช้บริการ จึงหันกลับมามองข้างหลังก็ไม่เห็นใคร และจอดรถ แล้วมองหาก็ไม่มีใคร ผมจึงตัดสินใจลองขับรถกลับไป ตามที่เสียงนั้นบอกดู เพราะอยากรู้ว่ามีอะไร ขับย้อนกลับมาเรื่อยๆตามทางเดิม ก็เห็นคนยืนมุงดูเป็นกลุ่ม มีรถปอเต็กตึ๊ง รถไซเรน จอดอยู่ ตอนนั้นคิดว่าเขากำลังมุงดูอะไร จึงไปยืนดูบ้าง คุณหนึ่งบอกว่าผมเห็นคนนอนอยู่ที่พื้น ผู้เขียนจึงถามว่า ตอนนั้นรู้มั้ยว่า เป็นตนเองที่นอนอยู่ เพราะหลายครั้งผู้เขียนจะได้ยินคนเล่าว่า จะเห็นร่างตนเองแล้ว นอนทับไปที่ร่างแล้วจึงฟื้นก็มี บางเคสก็เล่าว่าไปถึงยมโลกแล้ว ได้มีโอกาสเยี่ยมชมยมโลก ยังไม่ถึงเวลาหมดอายุขัย เจ้าหน้าที่จึงส่งกลับมาก็มี ที่ผมถามเพราะจินตนาการน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่คุณหนึ่งบอกว่า ตอนที่ผมเห็นคนนอนนั้น ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเป็นใคร เพราะร่างที่นอนอยู่นั้นมีหมวกกันน๊อคสวมอยู่ที่หัว ผมก็มุงดูเหมือนคนอื่นอื่น สงสัยว่าใครเป็นอะไร แต่ในขณะที่ยืนดูอยู่นั้น ผมมีความรู้สึกเหมือนง่วงนอน แล้วก็รู้สึกวูบ จากนั้นผมก็ฟื้นตื่นขึ้นมา ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมโดนรถชน ความรู้สึกตอนนั้นผมก็ยังคิดว่า ตัวเองก็เป็นผู้มายืนมุงดูเหมือนคนอื่นๆ จึงถามคนข้างว่า เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นอะไร เขาก็ตอบว่า พี่โดนรถชน ผมจึงพูดว่า ผมนี่นะหรือโดนรถชน ผมพึ่งจะขับรถมาจาก หน้าโรงเรียนวัดเกิดการอุดม แล้วผมก็มายืนดูเหมือนพี่นี่แหละ จะโดนรถชนได้ยังไง คนที่บอกยังกดแขนของผมเอาไว้ แล้วบอกว่าอย่าพึ่งขยับ ทีแรกผมยังปัดมือเขา มากดผมไว้ทำไม เพราะไม่เชื่อว่าตัวเองโดนรถชน แต่พอผมมองไปเห็นรถตัวเองที่ล้มอยู่ จึงเข้าใจและเรียบเรียงเหตุการณ์ แล้วนึกในใจว่า อ้าว!นั่นรถเรานี่หว่า เมื่อผมตรวจดูร่างกายตัวเอง เห็นแผลที่มือเพราะโดนท่อไอเสียรถของคู่กรณี ล้มมาทับที่มือ ผมจึงยอมขึ้นรถปอเต๊กตึ้ง เพื่อพาไปโรงพยาบาลบางประกอก คุณหนึ่งยังบอกอีกว่าสาเหตุ ที่ผมรอดจากความตาย ฟื้นมาได้เพราะ ก่อนหน้านั้นได้ไปปล่อยปลา ถวายสังฆทาน ได้ใส่บาตรพระตอนเช้า แล้วยังพูดเปิดใจว่า เมื่อก่อนผมจะเชื่อเรื่องบาป บุญ นรก สวรรค์ แค่ห้าสิบ ห้าสิบเปอร์เซนต์ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ตอนนี้ผม เชื่อยิ่งกว่าล้านเปอร์เซนต์ ครับ ว่าชีวิตหลังความตายมี คนที่โดนรถชนตาย จะไม่รู้ว่าตัวเองตาย ก็จะขับรถตามที่ตัวเอง คิดว่าจะไปในตอนแรก กลับไปกลับมา เหมือนที่เคยดูใน หนังสามมิติ เรื่องไอซียู 7วันหลังความตาย เลยครับหากใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ก็ลองไปเปิดดูได้ครับ เป็นอย่างนั้นเลยครับ โชคดีที่ผมฟื้น แต่คนที่เขาไม่ฟื้นขึ้นมา ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ต่อไปผมจะไม่ประมาท ในการดำเนินชีวิตอีกแล้วครับหลวงพี่ เพราะหากไม่มีเสียงเรียกนั้น ผมก็ไม่รู้ว่า จะได้ฟื้นขึ้นมาอย่างนี้อีกหรือเปล่า คุณหนึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น กับตนเองทั้งหมดให้ฟังมาอย่างนี้ จึงนำเรื่องราวมาเขียน ให้เราทุกคนได้อ่าน แล้วช่วยกันพิจจารณา ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนึ่ง ในช่วงที่โดนรถชน ขอจบเขียนตามเรื่องไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ ส.ปรีชากูล

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon