https://timeline.line.me/post/_dUIfYSIbWOIe8FhyyTkvrMjivEdlIoDjKnQC0yA/1152787639604038228

โปรด Click ที่ Link เพื่อรับชม VDO #ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน ความสามัคคี เจริญ สงบสุข ความแตกแยก. ความเสื่อม ผู้สร้างความแตกแยกใน หมู่สงฆ์. ตายแล้วลงนรกอเวจี. มูลเหตุหลักของความ แตกแยกมุ่งโจมตีกันมาจากเรื่องคำสอน มูลเหตุหลักของความแตกแยกมุ่งโจมตีกันมาจากเรื่องคำสอน คำสอนในพระพุทธศาสนาแบ่งได้ ๓ ระดับ ดังนี้ #คำสอนเพื่อประโยชน์ชาตินี้ คำสอนเพื่อประโยชน์ชาตินี้ เช่น ให้มีน้ำใจต่อกัน รักษาศีล ละเว้นอบายมุข คำสอนในระดับแรกนี้ โดยภาพรวมชาวพุทธทุกกลุ่มสอนสอดคล้องกัน #คำสอนเพื่อประโยชน์ชาติหน้า คำสอนเพื่อประโยชน์ชาติหน้า เช่น เรื่องนรกสวรรค์ บุญบาป คำสอนในระดับที่ ๒ นี้ ส่วนใหญ่สอนตรงกัน มีบ้างที่สอนต่าง เช่น ท่านพุทธทาสปฏิเสธนรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิ #คำสอนเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คำสอนเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น คำสอนในระดับที่ ๓ นี้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน ชาวพุทธกลุ่มต่าง ๆ จึงมีหลักปฏิบัติที่หลากหลาย อาทิ สายพุทโธ, สายสัมมาอะระหัง, สายพองหนอยุบหนอ และสายมโนมยิทธิ #ไม่ต้องกลัวว่า คำสอนของสายใดจะผิด หรือจะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยน เพราะพระธรรมวินัยสรุปรวมอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาพระไตรปิฎกได้ ถ้าไปแก้เนื้อหาตอนใดตอนหนึ่ง เพียงนำไปเทียบกับเนื้อหาของพระไตรปิฎก ที่มีการพิมพ์เผยแพร่ไปในประเทศต่าง ๆ แล้วนับล้าน ๆ ชุด ก็จะรู้ได้ทันที จะเกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ มากมายในวงกว้าง ไม่ได้รับการยอมรับ ผู้ทำก็มีแต่จะเสื่อมเสียไปเอง ดังนั้น ไม่มีใครทำให้พระธรรมวินัยผิดเพี้ยนไปได้ และไม่ต้องตื่นกลัวว่า ถ้าคำสอนของสายใดที่ตนเห็นว่าไม่ถูกได้รับความนิยมแพร่หลายมาก จะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยนไปอีกเพราะ ตราบใดยังมีพระไตรปิฎกอยู่ เราก็ยังมีแม่แบบให้อ้างอิงศึกษาไปชั่วกาลนาน ไม่มีใครที่จะทำให้คนอื่นเชื่อตามไปได้ทั้งหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะมีอิทธิพลมากเพียงใด แม้ผู้มีอิทธิพลสูงสุดของพระพุทธศาสนาเถรวาทในรอบ ๒,๐๐๐ ปี ที่ผ่านมา คือ พระพุทธโฆษาจารย์ พระภิกษุชาวอินเดีย ซึ่งในราว พ.ศ. ๙๐๐ เศษ ได้เดินทางไปเกาะลังกา เป็นผู้เรียบเรียงและแปลคัมภีร์อรรถกถา (คัมภีร์ใช้อธิบายขยายความพระไตรปิฎก) เกือบทั้งหมดจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี การทำความเข้าใจพระไตรปิฎกของชาวพุทธในปัจจุบัน จึงได้รับอิทธิพลจากพระพุทธโฆษาจารย์อย่างมาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับท่านในทุกประเด็น เพราะเราสามารถศึกษาจากพระไตรปิฎกโดยตรงได้ ดังเช่นที่ ท่านพุทธทาส ไม่เห็นด้วยกับพระพุทธโฆษาจารย์ในหลายประเด็น อาทิ “หลักปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์อธิบายไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่าเป็น “ปฏิจจสมุปบาท แบบข้ามภพข้ามชาติ” ผ่านการเวียน ว่าย ตาย เกิด แต่ท่านพุทธทาสปฏิเสธไม่เห็นด้วย บอกว่าเป็น “ปฏิจจสมุปบาท แบบวงจรในชาตินี้” แม้ตัวท่านพุทธทาสเอง ซึ่งมีชื่อเสียงมาก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้วท่านพุทธทาสปฏิเสธเนื้อหาพระไตรปิฎกส่วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนรกสวรรค์ เทวดา นางฟ้า ยักษ์ บอกว่าตัดทิ้งได้ร้อยละ ๖๐ แต่จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้ตัดทิ้ง พระไตรปิฎกยังอยู่เหมือนเดิม และไม่มีทางที่ทุกคนจะไปเชื่อตามท่านหมด ไม่ว่าท่านพุทธทาสจะมีอิทธิพลมากเพียงใด มีศิษยานุศิษย์มากเพียงใด ก็ไม่มีทางไปตัดพระไตรปิฎกทิ้งร้อยละ ๖๐ ตามใจชอบได้จริง ๆ #พลังสร้างสรรค์ทำให้เจริญ พลังทำลายทำให้เสื่อม #บทสวดบูชาพระประธานชาวพุทธที่ตื่นตัวซึ่งมีอยู่ไม่มากเลย ควรจะใช้พลังของตนในทางสร้างสรรค์ โดยชักชวนประชาชนมาปฏิบัติในแบบที่ตนชอบให้ได้มากที่สุด ถ้าทุกคนทำอย่างนี้จะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา จะชอบศึกษาพุทธเชิงวิชาการ จะชอบพุทธแบบสังคมสงเคราะห์ จะชอบพุทธเชิงศิลปวัฒนธรรม #จะชอบปฏิบัติแบบพุทโธ, สัมมาอะระหัง หรือพองหนอยุบหนอ ทุกแบบดีทั้งนั้น เพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบปฏิบัติแบบไหนก็ไปสายนั้น อย่ามัวแต่หลงประเด็นมาทะเลาะกันเอง เพราะ “ข้าศึกจริง ๆ คือ อบายมุข” ที่กำลังรุกคืบกลืนกินสังคมไทยไปทุกขณะ สุรา ยาเสพติดจะท่วมเมืองไทยอยู่แล้ว #ศาสนิกอื่นกำลังทำงานขยายศาสนิกของตนอย่างเต็มกำลัง แล้วในประเทศไทยมีคนไทยที่ระบุในทะเบียนบ้านว่า นับถือศาสนาพุทธอยู่ถึงเกือบร้อยละ ๙๕ มัวทำอะไรกันอยู่ ชาวพุทธที่ตื่นตัวมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ไม่ควรใช้พลังของตนไปในทางทำลาย มุ่งโจมตีบั่นทอนกำลังกันเอง จนสังคมเอือมระอาว่าชาวพุทธมีแต่ทะเลาะกัน ทำให้มีผู้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนพระพุทธศาสนาอาจสาบสูญไปจากประเทศไทย เมื่อถึงตอนนั้นจะมีประโยชน์อะไรกับการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำว่า “...ฉันถูก ๆ ๆ ๆ ...เธอผิด ๆ ๆ ๆ” ขอให้ระลึกถึงพุทธโอวาทที่ว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความสามัคคีของหมู่คณะทำให้เกิดสุข” ยังเข้าไม่ถึงแล้วมาทะเลาะกันก็เป็นเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” ลองคิดดูว่า ถ้าชาวพุทธที่ตื่นตัวมุ่งโจมตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดังที่เคยปรากฏว่า โจมตี ท่านพุทธทาส ที่ปฏิเสธนรกสวรรค์ และให้ฉีกพระไตรปิฎกทิ้งร้อยละ ๖๐ โจมตี พระป่าสายหลวงตามหาบัว ที่บอกว่า หลวงปู่มั่นมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มาเยี่ยม แสดงว่า นิพพานแล้วยังมีตัวตนอยู่ โจมตี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่สอนว่า ถอดกายไปสู่แดนนิพพาน พบว่า มีสระน้ำ มีวิหาร มีหอระฆัง แสดงว่า นิพพานเป็นภพภูมิ โจมตี สายธรรมกาย ที่ไปบูชาข้าวพระพุทธเจ้า แสดงว่า นิพพานเป็นภพภูมิ โจมตี สายพองหนอยุบหนอ ว่าสอนแบบท่องจำตามตำรา ไม่ได้เข้าถึงจริง เป็นลูกศิษย์พระพม่า ดูถูกสายธรรมปฏิบัติของไทย โจมตี คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ ว่ารับเงินทองที่ญาติโยมนำมาถวาย ถือว่า ผิดพระวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โจมตี ชาวพุทธที่เชื่อว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” ว่าเพี้ยน ปฏิเสธสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ต้องขจัดให้หมดไป สวรรค์มีจริงไหม แล้วนิพพานมีภาวะเป็นอย่างไร? ...ตั้งใจเจริญมรรคมีองค์ ๘ เข้าถึงแล้วรู้เอง ยังเข้าไม่ถึงมานั่งทะเลาะกันก็เป็นเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” #ถ้าชาวพุทธที่เป็นลูกศิษย์ของพุทธสายต่าง ๆ มุ่งแต่โจมตีกัน เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองยึดถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง โจมตีสายที่มองเห็นต่างออกไปว่าผิด อะไรจะเกิดขึ้น... พระพุทธศาสนามีแต่จะแตกแยก จนมีโอกาสเสื่อมสูญไปจากประเทศไทย การโจมตีกันและกันนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของพระพุทธศาสนาเลย มีแต่ทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม ผู้กระทำ นอกจากไม่ได้บุญแล้วยังแบกบาปมหันต์ เพราะเหตุที่ว่า การสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์ คือ การทำสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักที่สุด ปิดสวรรค์ ปิดนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ที่กระทำกรรมนี้ ตายแล้วเที่ยงแท้ที่จะลงอเวจีมหานรก” บทความโดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ) เรื่องเด่น ศาสนสมบัติ วิถีชีวิตชาววัด แนวคิดและหลักการ จดหมายข่าว Unseen เนื้อหาน่าสนใจ ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของศาสนาพุทธ โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ ถ้าคุณมีเงิน 20 บาท โดย Goat-Writer พุทธติดกรอบกับพุทธกระแสหลัก โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ วัดพระธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคงจริงหรือ โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ หลักวินิจฉัยใครคือพุทธเถรวาท โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ #Produced by : สำนักการศึกษา วัดพระธรรมกาย #โอวาทปาติโมกข์ คาถาศักดิ์สิทธิ์ #พระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ความมีศีลของคนในยุคนั้นๆ แต่โอวาทปาติโมกข์ หลักปฏิบัติ ในการเผยแผ่ประกาศธรรม พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ตรัสแสดงเหมือนกันหมด... เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย #โอวาทปาติโมกข์ หลักปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์ สำหรับพิชิตความยากลำบาก ในการเผยแผ่ ที่ต้องผจญกับมานะทิฐิ บนหลากหลายความเชื่อ ของบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ทุกยุคทุกสมัย แม้พระภิกษุสงฆ์ ผู้เผยแผ่จะเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ตาม ก็ต้องมีหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการ ดังนี้ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา : ความอดทนคือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา : พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นเยี่ยม น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี : ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ : ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ สพฺพปาปสฺส อกรณํ : การไม่ทำความชั่วทั้งปวง กุสลสฺสูปสมฺปทา : การบำเพ็ญแต่กุศลให้ถึงพร้อม สจิตฺตปริโยทปนํ : การทำจิตของตนให้ผ่องใส อนูปวาโท อนูปฆาโต : การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ปาติโมกฺเข จ สํวโร : ความสำรวมในปาติโมกข์ มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ : ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ปนฺตญฺจ สยนาสนํ : ที่นั่งนอนอันสงัด อธิจิตฺเต จ อาโยโค : มีความเพียรในอธิจิต 45 ปีแล้วที่ วัดพระธรรมกาย ถือกำเนิดเกิดขึ้น และได้ยึดหลักและปฏิบัติตาม โอวาทปาติโมกข์ เรื่อยมา... #โอวาทปาติโมกข์ เป็นเสมือน คาถาศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้รับรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ประทาน ไว้เหมือนกันหมด เมื่อต้องเผยแผ่ประกาศพระศาสนา ให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรือง เป็นที่พึ่งของมนุษย์และเทวดา... #โอวาทปาติโมกข์ เมื่อปฏิบัติตาม ปฏิบัติจริง ปฎิบัติตรง ย่อมเป็นทางมา แห่งความเจริญ ทั้ง ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนาบุคคล เหมือนสมัยพุทธกาล ดังที่ปรากฏ... เจริญพร... ขอให้โชคดี มีพระคุ้มครอง มีความสุข พ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นโรค พ้นภัย เทอญ. มนวีโร ภิกขุ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2558 ธรรมะริมทาง ไปที่สุดแห่งธรรม ID : manaweero FB : สมาคมคนรัก DMC Facebook.com/welovedmc #พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ไม่ได้มีอยู่กลุ่มเดียว แบ่งลูกศิษย์ได้ 3 กลุ่มใหญ่ 1. กลุ่มพระที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่น 2. กลุ่มมหาวิทยาลัยสงฆ์ 3. กลุ่มมหาเถระสมาคม ถ้าทำให้ลูกศิษย์สามกลุ่มนี้ ทะเลาะกันเองได้เมื่อไร พระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะถึงกาลล่มสลายทันที เพราะจะไม่มีลูกศิษย์กลุ่มไหน นึกถึงส่วนรวมอีกต่อไป และจะโจมตีกันด้วยประเด็นหลักว่า กลุ่มอื่นเป็นพุทธเทียมทั้งหมด มีแต่กลุ่มตนเท่านั้นที่เป็นพุทธแท้ แค่นี้ก็สมกับเจตนาที่สื่อต้องการเสี้ยม ให้เกิดความแตกแยกภายในพระพุทธศาสนาแล้ว ยิ่งมีคู่กรณีขัดแย้งด่าทอกันมากขึ้นทุกวันเท่าไร นั่นคือปริมาณข่าว ปริมาณรายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน สื่อที่อยู่กับการกุข่าวปั่นกระแสมานาน จะไม่มองผลกระทบอย่างอื่น นอกจากการสร้างประเด็นความขัดแย้ง เพื่อให้เป็นข่าวเท่านั้นเอง ชาวพุทธต้องหนักแน่น มีสติ สามัคคีกันไว้ อย่าตกเป็นเครื่องมือการยุยงให้แตกแยก ------------------------------------------------------ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ๒๐.๒๙ น. Cr.หลวงพี่ตรีเทพ สวรรค์ https://youtu.be/28_EokaAg88 นรก https://youtu.be/END05H4CZTU พุทธประวัติ https://youtu.be/njq8o210T44 พระศรีอริยเมตไตรย์1 https://youtu.be/-flGfYJl3os พระศรีอริยเมตไตรย์2 https://youtu.be/eHM0VX5iTos พระศรีอริยเมตไตรย์3 https://youtu.be/g5QxnImWm94 พระศรีอริยเมตไตรย์4: https://youtu.be/L5Y_zFGPDrk พระศรีอริยเมตไตรย์5 https://youtu.be/gZ9dVX-J8tg ชีวิตสมณะ https://youtu.be/l6wxNmyBT3I

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon