https://timeline.line.me/post/_daLGVfF4DEbbmj-Tc2zex10E6poz7wvEIbikDiY/1152501503804068259

9 ข้อสร้างความพอดี เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คนเราเกิดมาแตกต่างกันมีเพียงพันธุกรรม นอกจากนั้นเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่มีอิทธิพลต่อเราทั้งหมด ทำให้บางครั้งเราอาจจะหลงลืมไปว่า เรามีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ คือ ความเป็นมนุษย์ เมื่อเราทุกคนมีความเหมือนกันอยู่แล้ว เราจึงควรหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเริ่มจาก 9 ข้อ สร้างความพอดี ดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 หยุดมองหาความไม่ดีในผู้อื่น ถ้าเรามัวแต่ค้นหาความไม่ดี หรือมุ่งแต่จะจับผิดผู้อื่น จะทำให้เรามีทัศนคติไม่ดีต่อคนรอบตัว ซึ่งนำไปสู่ความมีอคติ โดยเราอาจจะตั้งแง่รังเกียจเขา ไม่ยอมรับเขา ทั้งที่ยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาเลยเพราะฉะนั้น เวลาเราจะพูดคุยกับใครอย่าเพิ่งใช้อคตินำหน้า ไม่อย่างนั้นเราอาจจะไม่มีวันได้ยินในสิ่งที่เขาพูดกับเราแต่เราจะได้ยินเพียงภาษาที่แปลแล้วด้วยอคติของเราเอง ข้อที่ 2 ปรับความคิดเห็นของตนเอง ปรับความคิดของตนให้ได้ว่า ความแตกต่างคือความแตกต่าง ความแตกต่างไม่ใช่ความผิด มนุษย์ทุกคนย่อมแตกต่างกันจึงเป็นที่มาของคำว่า นานาจิตตัง ต่างคนต่างจิตต่างใจ จะบังคับให้ทุกคนชอบอะไรเหมือนๆกัน หรือมีลักษณะนิสัยเหมือนกัน คิดเหมือนกันนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละคนได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโต มาในครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน และมีสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ข้อที่ 3 ให้อภัย จงให้อภัยและลืมให้เร็ว เราอยู่ในสังคมใหญ่ บางครั้งอาจจะมีใครเผลอทำผิดพลาดไปบ้างเพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักให้อภัยกัน บางคนทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปโดยมีเหตุผลส่วนตัวซึ่งอาจจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เมื่อเราเข้าใจเหตุผลที่เขาทำลงไปแล้ว เราก็จะให้อภัยเขาได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญเราต้องหมั่นเอาขยะในใจเราทิ้งไปด้วย ข้อที่ 4 ไม่พิพากษาผู้อื่น เราไม่ควรพิพากษาใคร ไม่ควรตัดสินว่าคนนั้นคนนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา เพราะจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติและเข้าข้างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่า พ่อของเพื่อนเราเผลอทำความผิดเป็นขโมย เราก็ไม่ควรปรักปรำในทันทีว่า เพื่อนเราคนนี้จะต้องมีนิสัยขี้ขโมยเหมือนพ่อของเขา เราต้องหัดมองมุมเขามุมเราบ้าง บางทีในตระกูลของเขาก็อาจจะมีคนไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าทั้งตระกูลจะต้องเป็นคนไม่ดีทั้งหมด สมัยนี้ยิ่งแย่กันไปใหญ่ บางทีเราเห็นคนประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงไม่กี่คนที่ทำไม่ดี แต่เรากลับตราหน้าคนทั้งประเทศนั้นว่าเป็นคนไม่ดี ข้อที่ 5 รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คนส่วนใหญ่มักจะแสดงความคิดเห็นของตนเอง คิดว่าตนเองมีความสำคัญ ไม่ชอบรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เวลามีคนอื่นเสนอความคิดเห็นใดๆ ที่อาจจะไม่ตรงความคิดเห็นของตนเอง ก็มีอารมณ์หงุดหงิดจนเกิดความขัดแย้งในที่สุด เพราะฉะนั้น เราควรปรับทัศนคติของตนเอง โดยเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อลดบรรยากาศของความขัดแย้งลง ข้อที่ 6 ถอดบทบาทหน้าที่ของเราลงก่อน ควรถอดบทบาทหน้าที่ของตนเองลงก่อน จะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น มองเหตุการณ์เรื่องราวจากจุดยืนที่ต่างออกไปได้ ทำให้เข้าใจตนเองและแก้ปัญหาได้ดีกว่า มีคำกล่าวว่า สถานะเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน คำกล่าวนี้สรุปจากประสบการณ์จริงในชีวิตของคนจำนวนมาก เหตุการณ์เดียวกันคนเป็นหัวหน้าจะมองอย่างหนึ่ง คนเป็นลูกน้องจะมองอีกอย่างหนึ่ง ข้อที่ 7 เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป ในการอยู่ร่วมกันถ้าเรามุ่งแต่จะเอาชนะก็จะทำให้เกิดปัญหา เช่น ในสงครามถึงแม้จะมีฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ แต่ผู้ชนะก็ได้รับความสูญเสียจากสงครามเช่นเดียวกันกับผู้แพ้ เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะมุ่งเอาชนะกันควรหันหน้ามาเจรจาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เรื่องราวปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้โดยไม่เกิดความสูญเสีย ส่วนใหญ่คนเราจะทะเลาะเบาะแว้งกันจากเรื่องเล็กๆ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อต่างฝ่ายต่างมุ่งจะเอาชนะทางวิวาทะกันครั้งใด ผลเสียหายเกิดขึ้นมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เราจะพ่ายแพ้ในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทุกครั้งไป ข้อที่ 8 ไม่พยายามหาแพะรับบาป อย่าพยายามหาแพะรับบาป หรือโยนความผิดให้กับผู้อื่น เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาย่อมเกิดความไม่สบายใจ และนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะฉะนั้น การอยู่ร่วมกันควรมุ่งไปที่การแก้ปัญหา มากกว่าการโยนความผิดให้แก่กัน หลายครั้งบางคนแก้ปัญหาด้วยการยอมรับผิดเสียเองเพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ แล้วจึงเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งจะทำให้บรรยากาศในการแก้ไขปัญหานั้นคลี่คลายลงได้ แล้วเขาก็จะกลายเป็นฮีโร่ในสายตาคนรอบข้าง เพราะคนส่วนใหญ่มองออกว่าสถานการณ์นั้นๆ มีสาเหตุเกิดจากอะไร ข้อที่ 9 ไม่จำเป็นต้องหาบทสำหรับสรุปทุกเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องหาบทสรุปสำหรับทุกเรื่องเสมอไป เพราะถ้าเรามัวแต่มุ่งหน้าหาข้อสรุป อาจจะทำให้เรื่องนั้นไม่จบลงง่ายๆ แต่ละคนมีมุมมองความคิดที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเรายอมรับในสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องหาบทสรุปสำหรับบางเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จากหนังสือ The Lover รักเป็นจะเห็นใจ #lifEandSoul #ติดตาม ธรรมะ คำคม ข้อคิด ได้ที่ LINE @ : https://line.me/R/ti/p/%40jjx9044s และคลิกที่ Home ครับ ^^

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon