https://timeline.line.me/post/_daLGVfF4DEbbmj-Tc2zex10E6poz7wvEIbikDiY/1151803696904062915

🌟ดวงแก้วทําวิชชา🌟 ศิษยานุศิษย์ของคุณยายบางท่านอาจเคยเห็น รูปหล่อของคุณยายในท่านั่งขัดสมาธิถือดวงแก้วอยู่ในมือข้างละหนึ่งดวง ซึ่งรูปหล่อนี้ก็เป็นประดุจตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของท่านในสมัยที่ยังทําวิชชา อยู่ในโรงงานทําวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะเพื่อนสหธรรมิก นักรบกองทัพธรรมที่มีหน้าที่รบกับศัตรูที่แท้จริงคือพญามาร เป็นการรบด้วยวิชชาธรรมกายโดยอาศัยธรรมาวุธที่เปี่ยมไปด้วยธรรมานุภาพ เป็นการรบด้วยจิตตานุภาพคือรบทางใจสู้กันแบบไม่ลดละ โดยที่มนุษย์ทั่วโลกและสรรพสัตว์ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่อาจล่วงรู้เหตุที่ไม่รู้ก็เพราะว่าใจของพวกเขายังไม่ละเอียดพอเนื่องจากไม่มีใครทําวิชชากันทั้งวันทั้งคืนอย่างนี้ แต่คุณยายและเหล่านักทําวิชชาต่างมุ่งมั่นทําความละเอียดกันทั้งวันและทุกวันเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันเรื่อยมา การรบภายในกับสงครามที่แท้จริง เป็นการรบ กับข้าศึกที่แท้จริงคือผู้ผลิตกิเลสอาสวะหรือพญามารนอกจากอานุภาพของพระธรรมกายภายในตัวแล้ว คุณยายยังต่างจากคนอื่นเพราะท่านจะมีตะลุ่มใส่ ดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่ใกล้ๆ ในระหว่างปฏิบัติธรรมภายในโรงงานทําวิชชา คุณยายมักจะถือดวงแก้วเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง แล้วก็ประกอบวิชชาธรรมกาย โดยถือดวงใหญ่ 2 ดวง ข้างละดวง ถือแล้วก็ปล่อยใจเข้ากลาง ให้หลุดจากกายหยาบ ดวงแก้วกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ในโรงงานทําวิชชา มีเพียงสามดวง ดวงใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร จํานวน 3 ดวง ที่เหลือเป็นดวงเล็กๆ เวลาทําวิชชาก็จะนําติดตัวไว้สําหรับเป็นแนวร่วมสนับสนุนกัน ซึ่งผู้ทําวิชชาที่มีหน้าที่ปราบมารจะถือเอาไว้ขณะปฏิบัติธรรม แล้วก็ประกอบวิชชาไปด้วย ก่อนที่จะนํามาประกอบวิชชาธรรมกายได้ก็ต้องตรวจสอบดูก่อนว่ามี“ตัว” หรือ “กายสิทธิ์” สถิตอยู่ หรือเปล่า ซึ่งคุณยายสามารถตรวจสอบได้ท่านมักใช้คําว่าตรวจดูว่าข้างในมีตัวหรือไม่ ถ้ามีก็จะนํามาถือ เอาไว้แต่ถ้าไม่มีแล้วนํามาถือ ก็เมื่อยมือเปล่าเพราะไม่มีอานุภาพใดๆ หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า “ตัวอะไรยาย” ท่านก็ตอบว่า “กายสิทธิ์” หลวงพ่อสงสัยจึงถามว่ากายสิทธิ์เป็นอย่างไร ท่านก็เล่าว่ากายสิทธิ์อยู่ในเชื้อสายของจักรพรรดิหลวงพ่อก็ถามต่อว่าคืออะไรและถามเรื่อยไปอีก จนคุณยายบอกว่าให้นั่งสมาธิไปก่อน แล้วจะเล่าให้ฟังเพิ่มเติม ต่อมาภายหลังท่านก็เล่าให้ฟังว่า กายสิทธิ์นั้นมีทั้งแบบตัวอ่อนและตัวแก่หมายความว่ากายสิทธิ์นั้นมีบุญบารมีอ่อนหรือแก่แตกต่างกันไป เป็นผลให้มีฤทธิ์และอานุภาพไม่เท่ากันก่อนที่จะนํามาใช้งานต้องชําระสะสางธาตุธรรมให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงฝึกสอนด้วยวิชชาธรรมกาย โดยให้เขาทําตามเรา จนกระทั่งกายสิทธิ์นั้นมีฤทธิ์มีเดช มีอานุภาพ มีความสามารถทําตามกันได้ในการ ช่วยบรรเทาและแก้ไขทุกข์ภัยให้กับมนุษย์ ตอนนั้นหลวงพ่อฟังคุณยายไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบฟังเพราะรู้สึกสนุก ถามคุณยายต่อไปอีกว่าเอากายสิทธิ์ในดวงแก้วไปทําอะไรได้บ้างท่านก็ตอบว่าทําได้ทุกอย่าง นอกจากอานุภาพแห่ง พระธรรมกายแล้วก็อาศัยกายสิทธิ์ให้ช่วยแบ่งเบาภารกิจ ยกตัวอย่างเช่น ช่วยแก้ไขทุกข์ภัยมนุษย์เขามาขอให้ช่วยอะไร เราก็ช่วยแก้ไข ใช้ปรับปรุงพืชผล ซึ่งสมัยนี้ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า การตัดต่อยีน ปรับปรุงรหัสพันธุกรรม แต่กายสิทธิ์สามารถทําได้ยิ่งกว่านั้นโดยเข้าไปอยู่กลางพืชผลเพื่อช่วย ปรับปรุงพืชผลนั้นได้สมมติว่าพืชผลมีจํานวนหมื่นต้น เขาสามารถพิสดารกายหมื่นกายแล้วไปอยู่ตรงกลางแล้วใช้อานุภาพทําการปรับปรุงพืชผลนั้นให้เจริญ งอกงามดีมีรสโอชาได้ หากฝนแล้งก็ทําให้ฝนตกถ้าฝนตกจนน้ําท่วมก็แยกแผ่นดินทําให้น้ําแห้งลง คุณยายบอกว่า ท่านถือดวงแก้วกายสิทธิ์เอาไว้อย่างนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้ากายสิทธิ์ทําได้เพียงปรับปรุงพืชผลก็คงไม่ให้ความสําคัญขนาดนี้ แต่กายสิทธิ์สามารถทําได้ มากกว่านั้น คุณยายได้อาศัยกายสิทธิ์ในการช่วยปกป้องประเทศไทยให้พ้นจากลูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย คุณยายเคยบอกว่า คืนหนึ่ง ท่านเผลอปล่อยให้ดวงแก้วกายสิทธิ์กระทบกันดัง“กริ๊ก”เพราะดวงแก้วหนักอยู่ในมือ ขณะนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่อยู่อีกห้องหนึ่ง ท่านก็ถามผ่านผนังที่เจาะช่องสําหรับ ส่งเสียงออกมาว่า “ใครวะ ทําดวงแก้วกระทบกัน” “ลูกเองเจ้าค่ะ” หลวงปู่จึงบอกว่า “รู้ไหมดวงแก้ว ดวงหนึ่งนี่มีค่ายิ่งกว่าประเทศ” ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เพราะผู้ที่รู้คุณค่าสามารถประกอบวิชชาธรรมกายได้ จะอาศัยสิ่งนี้เข้าไปแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดวงแก้วที่มีกายสิทธิ์อยู่จึงเป็นของมีค่ายิ่ง ซึ่งคุณยายก็มีโอกาสได้ทําวิชชากับดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่หลายปีทีเดียว เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มรณภาพไปแล้วทางวัดปากน้ํา ภาษีเจริญได้นําดวงแก้วสําหรับทําวิชชาทั้ง 3 ดวงมาบรรจุไว้ในรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ในท่ายืน ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ข้างหีบทอง ที่บรรจุสรีระของท่านภายในชั้นบนของหอสังเวชนีย มงคลเทพนิรมิต ณ วัดปากน้ํา ภาษีเจริญ คุณยาย In My Heart Cr.ใจ...หยุด24น.

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon