https://timeline.line.me/post/_daLGVfF4DEbbmj-Tc2zex10E6poz7wvEIbikDiY/1151810815304061713

ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน พุทธศาสนา ต้องไปต่อ ? . แอบเชียร์ ช่องทีวี ของวัดดังคลองสาม ว่าจะกลับมาออนแอร์ได้หรือไม่..??? . แอบส่งแรงใจให้มือกฎหมายวัดดัง หาทางหวนกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อทางเลือก ที่ประชาชนชาวพุทธมีสิทธิ์เลือกในการรับชม เขียนเรื่องนี้ เพราะได้ยินเสียงเรียกร้อง #ทีวีชาวพุทธ จากชาวพุทธ ไทย พม่า และตะวันตก . ที่แอบเชียร์ เพราะเห็นว่า ตลอดหลายวันมานี้ เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง เพราะเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมเริ่มส่งสัญญานการเปลี่ยนขั้วอำนาจ อย่างชัดเจน นี่ย่อมเกิดผลดีต่อพระพุทธศาสนา ต่อพระและวัดด้วย . ลองตั้งข้อสังเกต.... เมื่อดูเวทีเยาวชน หรือ นักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหว แสดงสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น หรือเรียกร้องความชอบธรรมต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เสร็จแล้วก็ถูก คสช. สั่งเอาผิด แต่กลับพบว่า บางกลุ่ม เค้าได้รับการยกคำร้อง บางกลุ่ม ได้รับการคุ้มครองชั่วคราว . เดี๋ยวนี้นักศึกษาทำกิจกรรมอะไร ตาชั่งก็ให้สิทธิ์ ให้การคุ้มครองไปตามกรอบที่ควรจะเป็นมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนหลายฝ่ายเลยทีเดียว . จึงได้กลั่นกรองหาบทสรุปพบว่า เกมขั้วอำนาจเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า ? แต่เดิม คสช. มี อำนาจรัฐ อำนาจกองทัพ อำนาจตาชั่ง . ตอนนี้ ขุมกำลังของ คสช. เดี้ยงไปแล้ว อย่างน้อย 2 ขุม คือ . 1.อำนาจกองทัพ ไม่มีกองหนุน เพราะกลุ่มผู้ยึดอำนาจเกษียณราชการไปแล้ว อำนาจจำต้องเปลี่ยนมือ เพราะสมบัติผลัดกันชม . 2.อำนาจตาชั่ง เดี๋ยวนี้ ส่อเค้าว่า ได้ตัดสินตามกระบวนการ ที่เป็นธรรมและสอดคล้องหลักประชาธิปไตยมากขึ้น . 3.เหลือแค่อำนาจรัฐ ที่ คสช. ยังกอดไว้แน่น นั่นเพราะ คสช. ไม่ยอมปล่อย ท่อน้ำเลี้ยงสุดท้ายให้หลุดมือ เพราะยังมีกลุ่มนายทุนคอยหนุน ผ่านกฎหมายแบบรัฏฐาธิปัตย์ . คำโบราณว่า คนขาดอาหารอยู่ได้ 7 วัน แต่ถ้าขาดน้ำอยู่ได้แค่ 3 วัน การที่ คสช. ไม่มีกองหนุนและไม่มีอำนาจตาชั่ง ก็เปรียบเสมือนคนขาดสารอาหาร กำลังย่อมอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ก็จะอยู่ได้แค่ 7 วัน . แต่หาก ขาดอำนาจรัฐ ทีเป็นเครื่องจักรผลิตเงินเสียเมือไหร่ นี่เท่ากับ ร่างกายขาดท่อน้ำ(เลี้ยง)กันเลยทีเดียว น่าจะอยู่ได้แค่อีก 3 วัน . อย่างไรก็ตาม นายทุนรุ่นใหญ่ๆ ก็เริ่มออกอาการเพลี่ยงพล้ำ บอบช้ำ และเสียกระบวน ไปเยอะเลย โดยเฉพาะโกดังคลังเสบียงใหญ่อย่างกรณี #ซุปหางเสือ แห่งทุ่งใหญ่นเรศวร นั่น ก็กำลังสั่นคลอน จะล่มแหล่มิล่มแหล่ อยู่ในเพลานี้ . ไม่มีโมงยามใด เหมาะเจาะที่จะทะลวงกำแพงฟาง ของฝ่ายตรงข้ามได้ดีเท่าโมงยามนี้ เพราะ การเดินตามช่องกฎหมายที่เป็นธรรมนั้น นอกจากจะหยั่งกระแสดูความลึกของบ่อน้ำแล้ว ยังโยนความดีความชอบให้ #คนใน ที่ยังมีสติ ได้กลับตัวกลับใจ พลิกกลับมา #มีใจเป็นธรรม ไปยืนให้ถูกฝั่งถูกฝาอีกด้วย . ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ใคร หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ลุกขึ้นทำการต่อสู้ ชิงอำนาจกันในทางการเมือง แต่อย่างใด . หวังเพียงอยากเห็นทุกฝั่งทุกฝ่าย เริ่มที่จะตั้งคำถามตัวเองว่า ได้เวลาหรือยัง ? ที่จะต้องทำกฎหมายบ้านเมืองให้กลับมาศักดิ์สิทธิ์ และมีความถูกต้องชอบธรรม . อีกทั้ง ช่วยกันคลี่คลายคดีความต่างๆ ที่เคยทำร้ายชาติและประชาชน รวมถึงพระสงฆ์ ที่ถูกรัฐดำเนินการผ่านระบบที่ไม่ปกติ เช่น 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับไปคิดกันดูเถิดนะ . Cr.Thai Monks / @แอดไท 2561/2/08 เรามีทวิตเตอร์แล้วนะ @thaimonks ติดตามเฟซบุ้คเพจ https://goo.gl/TPTqay

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon