https://timeline.line.me/post/_daLGVfF4DEbbmj-Tc2zex10E6poz7wvEIbikDiY/1151797189704067499

ทำกรรมใด: บางคนโง่ ฉลาด รวย สวย หล่อ ขี้เหร่ ยากจน ไม่เท่ากัน เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ทำไมคนเรานั้นจึงมีความแตกต่างกัน ในด้านความเป็นอยู่และเป็นไปในด้านต่าง ๆ มากเหลือเกิน ทำไมบางคนเกิดมารวย มาสวย เก่งมีปัญญา แต่กับบางคนก็เกิดมาอัปลักษณ์มีชีวิตที่หดหู่มีแต่ความทุกข์หรืออุปสรรคในชีวิตนานัปการ พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายเป็นข้อธรรมให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ “สุภมานพ”เป็นลูกของเศรษฐีที่มีความสงสัยในเรื่องกรรม เขามีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าความดี ความชั่วมีจริงอย่างนี้ ทำไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน และเขาได้ไปเข้าเฝ้าถามพระพุทธเจ้าเป็นคำถาม 7 คู่รวมเป็น14 ข้อ และพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบโดยทรงขยายความในจูฬกัมมวิภังสูตร ซึ่งจะขอนำมาสรุปให้ทราบกันดังนี้ คำถามคู่ที่1 สุภมานพถามว่า“ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้นก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้วต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้วก็กลับมาเกิดเป็นคนเพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรมที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็วไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้นก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจเมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดีเช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมา เมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้วก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว คำถามคู่ที่2 สุภมานพถามว่า“ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมากก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์กักขังสัตว์ ซึ่ง “สัตว์” ในความหมายทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงสัตว์ที่มีรูปกายละเอียดที่สายตามนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น ได้แก่ พรหม เทพเทวดา เปรตอสุรกาย หรือสัตว์นรกต่าง ๆและสัตว์ที่มีรูปกายหยาบ ที่สายตามนุษย์เห็นได้ได้แก่สัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ด้วยกันเอง การเกิดแต่กรรมนี้ก็คือเกิดจากกรรมที่ทำให้สัตว์นั้นเจ็บปวดทรมานได้ตามมาส่งผลเป็นวิบากกรรมในฝ่ายไม่ดีในชาตินี้ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานา จนบางคนที่ถูกโรคบางโรคคุกคามจนไม่หายขาดเสียทีก็เรียกว่าโรคเวรโรคกรรมในคนที่เกิดมามีสุขภาพดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงและบ่อยครั้งจนรักษาไม่ได้นั้นกล่าวโดยสรุปก็คือด้วยเหตุที่ว่า คนเหล่านั้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นผู้มีอายุยืนยาวก็เพราะเป็นคนมีความเมตตาต่อสัตว์ไม่เบียดเบียนและเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย คำถามคู่ที่3 สุภมานพถามว่า“ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “คนบางคนเป็นคนขี้โกรธมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน” ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบากเมื่อหมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์ “ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย”ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีเมตตา ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม คำถามคู่ที่4 สุภมานพถามว่า“ทำไมคนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อยเป็นคนที่ต่ำต้อยกับทำไมคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “คนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อยเพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนขี้อิจฉาริษยา คือเป็นคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ได้ต้องคอยอิจฉาริษยาคนอื่นร่ำไปเมื่อเกิดมาใหม่จึงต้องรับผลกรรมแห่งความริษยานั้นด้วยการเกิดมาทุกข์ยากต่ำต้อย” “ส่วนคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์เพราะเป็นคนมีใจคอกว้างขวาง ไม่คิดอิจฉาริษยาใครยินดีที่เห็นผู้อื่นนั้นมีความสุขความเจริญคือเป็นคนที่ทั้งชีวิตนั้นมองเห็นความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเบิกบานและเป็นสุขไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใคร” คำถามคู่ที่5 สุภมานพถามว่า“ทำไมคนบางคนเกิดมายากจน คนบางคนเกิดมาร่ำรวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “คนบางคนเกิดมายากจนเพราะชาติปางก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจนส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย ได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวยก็เพราะว่าชาติก่อนนั้นเขาเป็นคนที่บริจาคทาน ยินดีในการบริจาคไม่ตระหนี่ถี่เหนียว” คำถามคู่ที่6 สุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดในสกุลต่ำคนบางคนเกิดมาในสกุลสูง”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “เพราะชาติปางก่อนคนบางคนเกิดในสกุลต่ำ คนประเภทนี้เป็นคนไม่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่เป็นคนแข็งกระด้างเมื่อตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ลำบาก เช่น นรก เป็นต้นเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงเกิดในสกุลต่ำเช่นในสกุลจัณฑาลหรือเป็นพวกชาวประมงเป็นพวกที่แร้นแค้น ลำบาก เดือดร้อน” ส่วนคนที่เกิดในสกุลสูงนั้นตรงกันข้ามเขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ต่อสมณะพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดีเมื่อตายไปก็ไปเกิดในที่ดี มีสวรรค์ เป็นต้นเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนที่เกิดในสกุลสูง เช่น สกุลกษัตริย์ สกุลเศรษฐีหรือสกุลเจ้านาย” คำถามคู่ที่7 ซึ่งเป็นคำถามคู่สุดท้ายสุภมานพถามว่า“ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า เพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดีผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่นๆชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบหรือแม้แต่ พิการทางปัญญา ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญาฉลาดเพราะเข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดีถามถึงบาปบุญคุณโทษและไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใด ๆอันก่อให้เกิดโทษเป็นต้นเพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดมามีปัญญา นี่คือปัญหา14 ข้อ 7 คู่ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุภมาณพเมื่อสุภมาณพได้ฟังแล้วก็เข้าใจในเรื่องแห่งกรรมและกฎแห่งกรรมเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ไม่เหมือนศาสนาอื่นใดจึงได้ประกาศตัวนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านคงจะเริ่มพอจะเข้าใจแล้วยิ่งจากการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยกมาแสดงนี้เชื่อว่าทำให้ท่านผู้อ่านได้พอที่รู้ถึงอดีตชาติเบื้องต้นของตนเองแล้ว แต่ไม่ว่าอดีตของเราจะเคยเกิดเป็นอะไรก็ตามเราไม่สามรถกลับไปแก้ไขในกรรมที่ทำมาได้ ขอให้รู้เพื่อเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ในชาตินี้และไม่ต้องไปกลัวเพราะมีทางแก้ไขให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ด้วยการสร้างกรรมดีสร้างบุญกุศลในชาตินี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้อย่าไปสร้างกรรมไม่ดีอีกเพราะเรานั้นรู้ทางแล้วว่าถ้าไปทำกรรมชั่วแบบนั้นเราต้องพบผลร้ายอย่างไรอีก อย่าประมาทในบุญเพราะบุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง ขอให้สร้างบุญกันให้เยอะ ๆ เพื่อให้อานิสงส์ผลบุญนั้นนำเราไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นอย่างน้อยก็ขอเป็นคนเต็มคน ไม่พิกลพิการ ไม่เกิดมาลำบากอีกครั้งในชาติหน้า และในชาตินี้แม้ยังอาจจะต้องพบกับความลำบากความยากจนหรืออุปสรรคใด ๆ ในชีวิต ก็ไม่ต้องไปท้อใจ ไปนั่งเสียใจอะไรกรรมที่เราทำมาเราก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ใช่ให้ยอมจำนนยอมแพ้กรรมเก่าจนไม่คิดจะทำอะไร ต้องสู้ สร้างกำลังใจใหม่ กรรมใหม่ฝ่ายดีงามเพื่อเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น มีคนมากมายที่ยอมรับในกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่ทำมาแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า เช่น คนพิการคนหนึ่ง เดินไม่ได้ไปไหนมาไหนต้องคลานไปเอามือแทนเท้า เขารู้ดีว่าในชาติหนึ่งชาติใดในอดีตชาติ เขาต้องเคยทำร้ายทำลายสัตว์หรือชีวิตผู้อื่น ต้องเคยเบียดเบียนคนอื่นชาตินี้จึงเกิดมาทั้งพิการทั้งจน แต่ในชาตินี้เขาไม่ยอมทำกรรมแบบนั้นอีกเพราะรู้ถึงพิษสงและผลของกรรมแล้วชาตินี้จึงพยายามช่วยเหลือตัวเองไม่เบียดเบียนใครมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ประกอบอาชีพสุจริต ทำบุญไม่เคยหยุดและทำบุญ ด้วยปัญญา คือทำบุญแบบตนเองไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน รู้จักหลักการทำบุญแบบได้บุญมากทั้งวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ผู้ให้คือตัวเองบริสุทธิ์ทั้งก่อนให้ กำลังให้และหลังการให้มีจิตใจที่ผ่องใสและผู้รับนั้นบริสุทธิ์สร้างบุญบารมีตามที่พระพุทธองค์สอนเอาไว้ในหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างมั่นคง แม้กรรมเก่าจะส่งผลให้เขาพิการและจนแต่กรรมใหม่ที่สร้างขึ้นมาในชาตินี้ ก็มาช่วยให้เขาร่ำรวยในเวลาต่อมาและเชื่อได้ว่าในภพชาติหน้าเขาก็จะไปเกิดในสภาพที่ดีกว่านี้แน่นอน และอยากบอกกับทุกคนว่าต้องภูมิใจ ดีใจที่ชาตินี้โชคดีได้เกิดมาเป็น “คน” อีกเพราะในอดีตชาติของเราต้องเคยบำเพ็ญคุณงามความดีมาพอสมควรไม่น้อยเมื่อตอนเราจะตายในชาตินั้น จิตเราติดอยู่ในบุญกุศลที่ทำมา เราจึงได้มีโอกาสเป็นคนเป็นสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย และกล่าวได้ว่าในภพมนุษย์นี้ถือเป็นภพภูมิที่ดีและประเสริฐที่สุด ซึ่งแม้แต่พวกเทวดานางฟ้ายังอยากจุติมาเกิดเลย คำว่า“มนุษย์” ถ้าว่ากันตามศัพท์แล้ว แปลว่า สัตว์ที่มีจิตใจสูง คือสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานเปรต ยักษ์ สัตว์นรกใด ๆ เพราะมนุษย์ที่แท้จริงจะรู้จักผิดชอบชั่วดีรู้จักว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์มีความละอายและเกรงกลัวในการกระทำบาปกรรมและด้วยวิสัยแล้วจะประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของกฎระเบียบของความดีต่างจากสัตว์อื่น ๆ อ่านเพิ่มได้ที่ https://www.facebook.com/permalink.php?id=134306853328413&story_fbid=708586659233760 http://winne.ws/n20672 --------------------------------------------- #แชร์ข่าวสารดีๆ ได้ที่ Twitter : https://twitter.com/winnews_line facebook : https://goo.gl/U1KNN7 LINE @ : http://line.me/ti/p/%40winnews และคลิกที่ Home ค่ะ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

“ลูกนิมิต พัทธสีมา” “นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” “ลูกนิมิต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ” ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม” สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย” อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดยทั่วไปว่า โบสถ์ 1.การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล 2.วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษาอุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ 3.วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ 4.การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ 5.โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะในพระพุทธศาสนา 6.โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม 7.โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน 🌟มูลเหตุความเป็นมา🌟 ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึงจำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็นพระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์ ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอาวัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่นจนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณเท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต” ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์” ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต”ขึ้นด้วย ที่มา https://www.phuttha.com “อย่าพลาด!!!บุญใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์” พิธีผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตโบสถ์พระไตรปิฎก ณ วัดพระธรรมกาย วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 (อาทิตย์ต้นเดือน) เส้นทางบุญ @Pathofboon